น้ำหนักคนท้องควรเพิ่มเท่าไร

ผู้หญิงเราเมื่อเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม, ช่วงอายุ, สิ่งแวดล้อม, อาหาร, การออกกำลังกาย, อาชีพ, ชีวิตประจำวันและอัตราการเผาผลาญ ซึ่งส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างตั้งท้องค่ะ

ผู้หญิงส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 10-15 กิโลกรัมเมื่อถึงช่วง ตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ น้ำหนักอาจเพิ่มมากกว่านี้ในกรณีที่ตั้งครรภ์ลูกแฝดหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ แม่ท้องส่วนใหญ่เริ่มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก แต่บางคนมีน้ำหนักลดเพราะคลื่นไส้อาเจียน หากแพ้ท้องมากจนรับประทานอาหารตามปกติไม่ได้ น้ำหนักอาจลดลงไปถึง 2 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาส 3 อาการแพ้ท้องเริ่มดีขึ้นและน้ำหนักค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นตามอายุครรภ์

คุณแม่ไม่จำเป็นต้องกินเผื่อลูกในท้อง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดนะคะ การรับประทานอาหารมากเกินไปในช่วงตั้งครรภ์เป็นอันตรายมากกว่าค่ะ คุณแม่ควรเพิ่มคุณภาพทางโภชนาการ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกปริมาณของพลังงานที่ควรได้รับยังคงเท่ากับก่อนตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ต้องการพลังงานเพิ่มเพียง 10% เท่านั้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากเกินไประหว่างการตั้งครรภ์สร้างความลำบากให้คุณแม่หลังคลอดต้องพยายามลดน้ำหนักลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติหลังคลอดเพื่อสุขภาพที่ดี

ค่าดัชนีมวลกายคืออะไร

หญิงตั้งครรภ์ตรวจสอบดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อประเมินน้ำหนักตัวให้รู้ว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ควรเป็นเท่าไร โดยใช้สูตรคำนวณที่นำน้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง 2 ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 19-25 ค่าดัชนีมวลกายสูงหรือต่ำกว่านี้จะมีอิทธิพลต่อคุณภาพของการตั้งครรภ์ แสดงให้เห็นว่าอาหารที่คุณแม่รับประทานในแต่ละวันอาจไม่เหมาะสม

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เกิดจาก 2 สาเหตุคือการรับประทานอาหารของคุณแม่และน้ำหนักตัวทารก ถือเป็นเรื่องปกติที่แม่ท้องส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัมจากปริมาณไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายในภาวะตั้งครรภ์ปกติ มีไขมันสะสมตามต้นขา สะโพก ก้นและแขนเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองให้ร่างกายใช้ในระหว่างให้นมลูกค่ะ

น้ำหนักตัวมารดาเพิ่มขึ้นจากหลายสาเหตุ เนื่องจากปริมาณเลือดหมุนเวียนมากขึ้น อาการบวมน้ำและปริมาณของเหลวในร่างกายมากขึ้น น้ำหนักจากเต้านมและมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น รวมทั้งรกและน้ำคร่ำที่อยู่ในมดลูก ทารกเมื่อแรกเกิดมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3.5 กิโลกรัม

ช่วงคุณแม่ท้องอ่อน ๆ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในตัวคุณแม่มากกว่าทารกนะคะ ร่างกายกายผลิตเลือดมากขึ้นเพื่อไปเลี้ยงทารกในครรภ์ รวมทั้งลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

เป็นเรื่องปกติที่น้ำหนักของหญิงตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนในช่วงแรก แต่ถ้าน้ำหนักแกว่งตัวขึ้นหรือลงอย่างฉับพลันควรเริ่มกังวลนะคะ แพทย์ที่คุณแม่ไปฝากครรภ์จะตรวจเช็คน้ำหนักตัวเพื่อประเมินว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่

คุณแม่บางคนชั่งน้ำหนักในระยะเริ่มแรกและสิ้นสุดการตั้งครรภ์เท่านั้น หญิงมีครรภ์จำนวนมากตรวจสอบน้ำหนักตัวเองเป็นประจำ วิธีดีที่สุดคือการชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้ง แนะนำว่าควรวัดในวันและเวลาเดียวกันทุกสัปดาห์ เพื่อควบคุมน้ำหนักให้เพิ่มขึ้นค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง แพทย์จะตรวจสอบในกรณีที่น้ำหนักเพิ่มหรือลดลงอย่างกะทันหัน

การอุ้มท้องปกติไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนอะไร คุณแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยช่วงไตรมาสแรก ส่วนใหญ่มีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 700 กรัมถึง 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ คงระดับนี้ไปจนถึง 1-2 สัปดาห์ท้ายของไตรมาสแรก จากนั้นน้ำหนักที่เพิ่มมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงค่ะ คุณแม่สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารที่ควรรับประทานได้ที่บทความ อาหารคนท้อง

ลดน้ำหนักหลังคลอดควรใช้เวลาเท่าไร?

ลดน้ำหนักหลังคลอดควรใช้เวลาเท่าไร?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า การลดน้ำหนักลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติควรลดอย่างช้า ๆ เป็นระยะเวลา 9 เดือนเท่ากับช่วงเวลาอุ้มท้องนะคะ คุณแม่บางคนลดน้ำหนักฮวบภายใน 2-3 สัปดาห์กลับมาสวมเสื้อผ้าที่เคยใส่ก่อนตั้งครรภ์ได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลาลดน้ำหนักมากกว่านั้น ลดน้ำหนักของคุณแม่หลังคลอดจะอาศัยหลักการพื้นฐานเดียวกันกับการลดน้ำหนักทั่วไป ถ้ารับประทานอาหารมากวิธีการก็จำเป็นต้องใช้พลังงานมากเพื่อให้น้ำหนักลดลง หากรับประทานอาหารมากเกินไป พลังงานส่วนเกินจะถูกเป็นสะสมเป็นไขมัน จำเป็นต้องควบคุมปริมาณอาหารและออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินค่ะ

ช่วงตั้งครรภ์ไม่ใช่เวลาที่จะควบคุมอาหารแบบนับแคลอรี การควบคุมน้ำหนักอาจทำให้ขาดสารอาหารและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารก การควบคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ทารกแรกเกิดเสียชีวิตหรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ หากคุณแม่ลดน้ำหนักหลังคลอดเร็วเกินไปอาจเกิดปัญหาน้ำนมแม่น้อยและสารอาหารในน้ำนมแม่ไม่เพียงพอกับความต้องการของทารก

หากคุณแม่มีน้ำหนักน้อยผิดปกติในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดหลายปัญหา ลูกคลอดออกมาตัวเล็กและน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ตั้งแต่แรกเกิด และเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดด้วย

ปัญหาน้ำนมไหลน้อยและปริมาณน้ำนมน้อย

ปัญหาน้ำนมไหลน้อยและปริมาณน้ำนมน้อย

หากคุณแม่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำเกินไปหรือน้ำหนักน้อยเกินไปอาจเกิดปัญหาระหว่างตั้งครรภ์ได้นะคะ รอบประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอเมื่อผู้หญิงเรามีสุขภาพดี ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราส่วนไขมันต่อกล้ามเนื้อ และการได้รับสารอาหารที่ดีเพียงพอในแต่ละวัน

คุณแม่ที่มีน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนขณะตั้งครรภ์อาจเกิดปัญหาสุขภาพทั้งในระหว่างอุ้มท้องและคลอดลูก ทารกที่เกิดมามีน้ำหนักมากเกินไป มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ส่วนคุณแม่เองอาจมีปัญหาสุขภาพจากการคลอดลูกตัวใหญ่ทำให้เป็นริดสีดวงทวาร, ท้องลาย, ปัญหาอุ้งเชิงกราน กลั้นปัสสาวะไม่ได้ อึดอัดไม่สบายตัว อ่อนเพลียง่ายจากความร้อน นอกจากนี้ยังมี อาการปวดหลังในช่วงตั้งครรภ์ ปวดขา เท้าและข้อเท้าบวม การเคลื่อนไหวไม่สะดวก ความดันโลหิตสูง เป็นตะคริวบ่อยขึ้น ที่สำคัญคือมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ เกิดปัญหากับอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับและไต ภาวะดื้อต่ออินซูลินและเบาหวานชนิดที่ 2 ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

คำแนะนำดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้คุณแม่น้ำหนักมากเกินไปในระหว่างการตั้งครรภ์ คือการใส่ใจคุณภาพของอาหารมากกว่าปริมาณค่ะ ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อให้เจริญเติบโตเต็มที่ หากร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไปจะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ภาวะอ้วนมีผลกระทบต่อการใช้พลังงานของร่างกาย สุขภาพ รวมถึงสภาวะอารมณ์ด้วย คุณแม่ควรฟังสัญญาณของร่างกายว่าหิวหรืออิ่ม ถ้ารู้สึกว่ายังอิ่มระหว่างมื้ออาหารก็ไม่จำเป็นต้องกินอะไรอีก ไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่งจะทำให้ร่างกายขาดอาหารและเกิดปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญและพลังงานในร่างกายลดลง

น้ำหนักของหญิงตั้งครรภ์มีผลอย่างไร

• ผู้หญิงที่สูบบุหรี่ช่วงตั้งครรภ์มีผลให้ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย
• ผู้หญิงที่มีน้ำหนักน้อยตั้งแต่เกิด มักจะให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน
• ถ้าหญิงตั้งครรภ์มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเพิ่มมากกว่าปกติ ทำให้น้ำหนักตัวหลังคลอดยังคงมากอยู่ ซึ่งจะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจ
• ผู้หญิงที่น้ำหนักตัวตอนคลอดมากเกินไป มีโอกาสผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมากขึ้นถึง 6 เท่าและเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าปกติ 1.5 เท่า

ค่าดัชนีมวลกายที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ควรอยู่ระหว่าง 18.5-24.9
• ถ้าอยู่ที่ 25-29.9 หมายถึงมีน้ำหนักเกิน
• ถ้ามากกว่า 30 หมายถึงมีภาวะอ้วน
• ก่อนตั้งครรภ์ ค่า BMI น้อยกว่า 19 น้ำหนักที่เพิ่มระหว่างตั้งครรภ์ควรอยู่ที่ 12-18 กิโลกรัม
• ก่อนตั้งครรภ์ ค่า BMI อยู่ที่ 19-24 น้ำหนักที่เพิ่มระหว่างตั้งครรภ์ควรอยู่ที่ 11-16 กิโลกรัม
• ก่อนตั้งครรภ์ ค่า BMI อยู่ที่ 25-29 น้ำหนักที่เพิ่มระหว่างตั้งครรภ์ควรอยู่ที่ 7-11 กิโลกรัม
• ก่อนตั้งครรภ์ ค่า BMI มากกว่า 29 น้ำหนักที่เพิ่มระหว่างตั้งครรภ์ควรไม่เกิน 7 กิโลกรัม

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถติดตามอ่านข้อมูลในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies ได้ตลอดเวลานะคะ และหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

อาการปวดหลังในช่วงตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์ 9/10/2020

อาการปวดหลังในช่วงตั้งครรภ์

อาการปวดหลัง ถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยการปวดหลังบริเวณช่วงล่าง แน่นอนว่านอกจากจะส่งผลกระทบด้านจิตใจคุณแม่แล้วยังกระทบด้านอื่นๆ

เส้น Linea Nigra
การตั้งครรภ์ 9/10/2020

เส้น Linea Nigra

Linea Nigra คือเส้นแนวตั้งน้ำตาลหรือสีดำที่เกิดขึ้นกลางท้องของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ ประมาณ 75% ของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะเกิดเส้นแนวตั้งบนหน้าท้อง

การตั้งครรภ์ 2/5/2020

ช่วงตั้งครรภ์ 25 สัปดาห์มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

คุณแม่ตั้งครรภ์ 25 สัปดาห์ซึ่งเกือบครบ 6 เดือนแล้วลักษณะหน้าท้องโค้งมนเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น คุณแม่เริ่มวางแผนเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยแล้ว เรามีคำแนะนำดีๆ ค่ะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ