อาการไม่สบายตัวระหว่างการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ซึ่งคุณแม่แต่ละท่านมักมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน คุณแม่บางท่านมีประสบการณ์ที่ดี ในขณะที่บางประสบการณ์ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทำให้มีอาการปวดเจ็บหรือรู้สึกไม่สบายบางจุด ส่วนหนึ่งมาจากการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-12 กิโลกรัม ทำให้เกิดการกดทับมากขึ้นในอวัยวะบางส่วนของร่างกายนั่นเองค่ะ

แม้ความไม่สบายตัวบางอย่างจะเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่การทำความเข้าใจว่าสาเหตุเกิดจากอะไรและรู้วิธีรับมือจะช่วยบรรเทาอาการปวดให้ดีขึ้นได้ เพื่อให้คุณแม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขและมีประสบการณ์ที่น่าจดจำระหว่างตั้งครรภ์ โดยบางอาการปวดหรือบางอาการที่ทำให้ไม่สบายตัว อาจเกิดขึ้นช่วงเวลาสั้น ๆ และอาจมีคุณแม่บางรายที่อาจมีอาการมากกว่าหรือรุนแรงกว่า บางอาการพบในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ บางอาการจะพบในช่วงใกล้คลอด ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนมีประสบการณ์ตั้งครรภ์ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น คุณแม่อาจไม่พบอาการทุกอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้ค่ะ

การฝังเข็ม

การฝังเข็ม หรือ Acupuncture คือ ศาสตร์ทางตะวันออกที่มีความปลอดภัย ไม่ต้องมีการผ่าตัดหรือทำให้คุณแม่สูญเสียเลือด ซึ่งการฝังเข็มจะช่วยลดอาการปวดและทำให้รู้สึกสบายขึ้นได้ รวมถึงลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการปวดตามไขข้อ หรืออาการซึมเศร้าระดับน้อย ๆ โดยคุณแม่ควรรับการฝังเข็มจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวตลอด 9 เดือนของการตั้งครรภ์เลยทีเดียวค่ะ

อาการปวดหลัง

อาการนี้พบในคุณแม่ตั้งครรภ์เกือบทุกราย และอาการจะเพิ่มขึ้นเมื่อท้องแก่ เพราะการเปลี่ยนศูนย์ถ่วงน้ำหนักจากมดลูกและหน้าท้องที่ขยาย สังเกตจากท่าเดินของคุณแม่ก็จะเปลี่ยนไปด้วย จึงทำให้กล้ามเนื้อช่วงหลังส่วนล่างต้องทำงานหนัก โดยการหาวิธีบรรเทาอาการปวดหลังจะช่วยให้คุณแม่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขขึ้นได้ค่ะ

อาการท้องอืด

เกิดจากระดับโปรเจสเตอโรนระหว่างตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ใส่เสื้อผ้าได้ลำบากขึ้น รวมถึงทำให้เกิดการสร้างลมในระบบทางเดินอาหารมากกว่าเดิม ซึ่งคุณแม่ควรเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหานี้เช่นกัน อาการท้องผูก

อีกหนึ่งอาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยหากรู้ว่าอาการท้องผูกเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีวิธีหลีกเลี่ยงอย่างไรจะช่วยลดความเสี่ยงการเป็นริดสีดวง นอกจากนี้ การมีอารมณ์แจ่มใส การปรับเปลี่ยนกิจวัตร และการรับประทานอาหาร มีผลอย่างมากที่ช่วยแก้ปัญหานี้

อาการตะคริว

อาการเป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อของคุณแม่แต่ละรายมีระดับมากน้อยแตกต่างกัน หากเป็นน้อยก็จะไม่เป็นอันตราย แต่หากเป็นมากอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง ดังนั้น คุณแม่ควรรู้ว่าหากมีอาการเป็นตะคริวบริเวณมดลูกควรต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

ริดสีดวงทวาร

มักเกิดคู่กับอาการท้องผูกหรือเกิดจากการที่คุณแม่เบ่งอุจจาระเป็นเวลานาน ดังนั้น คุณแม่ควรเรียนรู้วิธีที่จะดูแลตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงนี้

อาการปวดหัว

อาการปวดหัวช่วงตั้งครรภ์เกิดจากหลายสาเหตุนะคะ ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ที่เพิ่มสูงขึ้น การนอนหลับไม่เพียงพอ การขาดแอลกอฮอล์หรือกาแฟ ซึ่งปกติอาจเป็นเครื่องดื่มที่คุณแม่เคยบริโภค ซึ่งการหาสาเหตุที่แท้จริงและการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ แต่หากปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันทีค่ะ อาการแสบร้อนกลางอก

การเป็นกรดไหลย้อนจะทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพฟัน เนื่องจากมีกรดกัดกร่อนสารที่เคลือบฟันไว้อยู่นั่นเองค่ะ

อาการเลือดล้างหน้าเด็กออก

อาการเลือด Implantation Bleeding หรือเลือดล้างหน้าเด็กช่วงตั้งครรภ์ จะเกิดขึ้นภายหลังจากไข่และสเปิร์มมีการปฏิสนธิและมีการฝังตัวของตัวอ่อนในผนังมดลูก ซึ่งจะมีการทำลายเนื้อเยื่อและเส้นเลือดที่ผนังมดลูก เกิดเป็นเลือดจาง ๆ ออกมา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากคุณแม่ไม่ทราบมาก่อนอาจทำให้เกิดอาการวิตกกังวลได้ค่ะ

อาการปวดบริเวณกระดูกเชิงกราน

เมื่อมดลูกมีการขยายตัวทำให้บริเวณเชิงกรานมีพื้นที่เหลือว่างน้อยลง จนทำให้คุณรู้สึกปวด แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้คุณแม่บรรเทาอาการปวดได้ค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม อาการไม่สบายตัวระหว่างการตั้งครรภ์

ข้อมูลเพิ่มเติม

การฝังเข็มในคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นเทคนิคแพทย์ทางเลือกที่มีประวัติยาวนาน มีการวิจัยเก็บข้อมูลและพบว่ามีผลข้างเคียงที่เป็นข้อเสียน้อยมาก เช่น อาการเมื่อยล้าหรืออ่อนแรง โดยส่วนใหญ่แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์จะฝังเข็มเพื่อลดอาการปวดหลังและเชิงกราน รวมถึงลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งต้องทำกับนักฝังเข็มที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์การฝังเข็มในหญิงตั้งครรภ์เท่านั้น ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์เพื่อขอคำแนะนำ นอกจากนี้การฝังเข็มเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้คุณแม่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด

อาการท้องอืดในคุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วงแรกอาจสังเกตว่ามีอาการเรอหรือผายลมบ่อย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนเพิ่มขึ้นช่วงตั้งครรภ์ ส่งผลให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารช้าลง ทำให้รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง วิธีบรรเทา อาการท้องอืด ได้ คือ เลี่ยงรับประทานอาหารที่ผลิตแก๊สเยอะ เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม บล็อกโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวโอ๊ต นม ชีส น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือจำกัดปริมาณ ซึ่งคุณแม่แต่ละท่านมีอาการท้องอืดจากการรับประทานอาหารแตกต่างกัน ดังนั้นต้องสังเกตว่าสำหรับตัวเองแล้วการรับประทานอาหารเมนูใดที่จะทำให้ท้องอืดง่าย จะได้หลีกเลี่ยงหรือบันทึกว่าเมนูอาหารที่รับประทานไปแต่ละมื้อมีอะไรบ้างและสังเกตว่าในช่วง 6 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารมีอาการท้องอืดหรือเรอบ่อยขึ้นหรือไม่ค่ะ

การออกกำลังกายเบา ๆ หลังรับประทานอาหารสามารถลดอาการท้องอืดได้เช่นกัน เช่น เดินเล่นสนามหญ้า พาสุนัขไปเดินเล่น โดยไม่ควรที่จะนั่งเฉย ๆ หลังรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้แก๊สอยู่ในร่างกาย ทำให้ไม่สบายตัว รวมถึงการลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อและแบ่งมื้ออาหารจากปกติรับประทานวันละ 3 มื้อ เปลี่ยนเป็น 5-6 มื้อ ก็จะช่วยให้อาการท้องอืด แน่นท้อง ลดลงได้เช่นกัน แต่หากจำเป็นต้องรับประทานยาแก้ท้องอืดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะมียาหลายชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย หรืออาจเลือกใช้วิธีธรรมดาและปลอดภัย เช่น การดื่มน้ำขิงเพื่อขับลม ควบคู่การออกกำลังกายเบา ๆ หลังรับประทานอาหารก็ได้เช่นกัน

อาการท้องผูกช่วงตั้งครรภ์ เกิดได้ง่ายเพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมีผลทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลง ทำให้ลำไส้ดูดซึมน้ำในกากอาหารคืนสู่ร่างกายมากขึ้น กากอาหารจึงมีความเหนียวแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดจากการที่มดลูกขยายตัวตามอายุครรภ์ ทำให้กดทับที่ลำไส้ อุจจาระจึงจับตัวเป็นก้อนแข็ง ถ่ายยากและมีอาการท้องผูกตามมา โดยการลดความเสี่ยงอาการท้องผูก คือ ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว หรือดื่มน้ำผลไม้บางชนิดก่อนนอน เช่น น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำแอปเปิ้ลหรือน้ำลูกพรุน เพราะจะทำให้ขับถ่ายตอนเช้าได้ดี การออกกำลังกายวันละ 20-30 นาทีแบบไม่มีแรงกระแทก เช่น โยคะ เดินเล่น จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้เคลื่อนไหวมากขึ้น และทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

การรับประทานอาหารเพิ่มกากใย เช่น ผลไม้หรือธัญพืชที่มีเส้นใยสูง จะช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้นเช่นกัน รวมถึงควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนักและลดอาการแน่นท้องได้อีกด้วยค่ะ

อาการปวดหลังในผู้หญิงตั้งครรภ์ ถือเป็นเรื่องที่พบบ่อย แต่หากปวดถึงขั้นกระทบต่อชีวิตประจำวันแนะนำให้รีบพบแพทย์ นอกจากนี้การนอนตะแคงงอเข่า วางขาบนหมอนข้าง โดยเฉพาะหมอนข้างที่ออกแบบมาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ สำหรับการทายาแก้ปวดอาจช่วยให้อาการทุเลาลงได้ และการใช้ยาทาเฉพาะที่ จะมีอันตรายน้อยกว่าการใช้ยากิน

สาเหตุที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีอาการปวด ได้แก่ น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้กระดูกสันหลังแอ่นตัว รวมถึงผลจากฮอร์โมน Relaxin ที่สร้างบริเวณรังไข่ ทำให้เอ็นบริเวณกระดูกเชิงกรานมีการคลายตัวจึงทำให้ปวดหลังได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่ออายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป ลูกน้อยจะดึงแคลเซียมไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน จึงทำให้แคลเซียมที่กระดูกคุณแม่น้อยลงส่งผลต่ออาการปวดหลัง ดังนั้น คุณแม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริมตลอดการตั้งครรภ์ค่ะ

นอกจากนี้ เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นจะมีการกดทับน้ำหนักจากมดลูกไปยังบริเวณส่วนกลางลำตัวช่วงล่างจึงทำให้ปวดหลังมากขึ้น และการที่คุณแม่ตั้งครรภ์นั่งท่าเดิมนาน ๆ หรือก้มหยิบของแบบไม่ถูกท่าก็จะทำให้มีอาการปวดหลังได้เช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น ความเครียดระหว่างตั้งครรภ์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการปวดหลังเรื้อรังตามมาด้วยค่ะ

สำหรับวิธีลดอาการปวดหลัง คือ การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ นั่นคือ 10-12 กิโลกรัมตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ การเปลี่ยนท่านอนจากการนอนหงายเป็นนอนตะแคง การเลือกหมอนข้างที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ โดยการนอนต้องงอเข่า วางขาบนหมอนข้างข้างหนึ่ง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนหมอนข้างให้พอดี เพื่อให้หมอนข้างรับน้ำหนักแทนกล้ามเนื้อช่วงหลัง

คุณแม่ตั้งครรภ์ยังไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้นสูงด้วยนะคะ โดยควรเลือกส้นสูงไม่เกิน 1 นิ้วและเป็นรองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ถ้าต้องยกของหนักหรือต้องอุ้มลูกคนโตควรยืนแยกเท้าเท่าระยะห่างของสะโพก ปลายเท้าหันออกจากกันเล็กน้อย หลังจากนั้นค่อย ๆ งอเข่า หย่อนตัวลงแล้วจึงยกสิ่งของหรืออุ้มเด็กขึ้น โดยใช้กำลังจากขาและแขนในการพยุง ไม่ควรใช้แรงจากส่วนหลังค่ะ

หลีกเลี่ยงการยืนนาน ๆ หรือการยืนบนพื้นแข็งที่จะทำให้ปวดหลังได้มาก ควรหาพรมนุ่ม ๆ มาปูที่พื้น ไม่ควรนั่งท่าเดิมนาน ๆ หรือนั่งไขว่ห้าง คุณแม่ควรเปลี่ยนท่าเสมอค่ะ

แม้อาการปวดหลังเป็นเรื่องปกติที่พบในคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่กรณีปวดอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหวหรือหากทานยาแก้ปวดแล้วยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะหากปวดไปถึงต้นขา นิ้วมือ นิ้วเท้า หรือรู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะ

การเป็นตะคริวในหญิงตั้งครรภ์ เกิดจากน้ำหนักตัวของแม่ที่เพิ่มขึ้น ตามอายุครรภ์ที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อส่วนขาต้องรับน้ำหนักมากขึ้น และมดลูกที่ขยายใหญ่ไปกดทับเส้นเลือดดำที่ขาทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนจากส่วนล่างขึ้นมาที่ร่างกายส่วนบนได้ตามปกติรวมถึงฮอร์โมนของผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นมากขึ้นจึงทำให้สูญเสียความสามารถในการนำส่งเลือดมาที่ร่างกายได้ดีเท่าที่ควร

การเป็นตะคริวที่ขามักพบช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ สามารถแก้ไขโดยการพยายามยืดส้นเท้า ใช้มือจับปลายเท้าขึ้นลง พยายามเหยียดขาให้ตรงที่สุดและนวดบริเวณน่องช้า ๆ รวมถึงนวดที่บริเวณหัวเข่าด้วย เมื่ออาการตะคริวดีขึ้นให้ลุุกเดิน ยืดขาสักพักแล้วจึงนอนต่อ โดยช่วงที่เดินควรเกาะกำแพงหรือมีอุปกรณ์ช่วยพยุง เพื่อป้องกันไม่ให้ลื่นล้มค่ะ

วิธีลดความเสี่ยงการเป็นตะคริวที่ขาทำได้โดยดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การอาบน้ำอุ่นก็การแช่น้ำเฉพาะช่วงขาก็ช่วยได้เช่นกัน รวมถึงควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ อย่านั่งท่าเดิม หรือนั่งไขว่ห้าง เพราะจะทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ดีค่ะ นอกจากนี้ ตะคริวยังเกิดจากการขาดแร่ธาตุบางอย่าง เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม เพราะลูกน้อยต้องเจริญเติบโตอย่างมาก มีการดึงแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไปใช้สูง คุณแม่ตั้งครรภ์จึงต้องรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุหลากหลายครบถ้วน และพยายามดื่มนมอุ่นก่อนนอน เพราะช่วยลดโอกาสเป็นตะคริวได้

การเป็นริดสีดวงช่วงตั้งครรภ์ เกิดจากมดลูกมีการขยายตัวตามอายุครรภ์ จนไปกดทับหลอดเลือดช่องท้อง การไหลเวียนของเลือดกลับสู่ร่างกายจึงไม่ปกติ โดยเฉพาะบริเวณก้น เท้าและขา จึงมีเลือดคั่งหลอดเลือดบริเวณก้นหรือทวารหนัก ส่งผลให้เป็นริดสีดวงนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ ฮอร์โมนที่เพิ่มระหว่างตั้งครรภ์ยังทำให้หลอดเลือดดำขยายตัวมากขึ้นจึงเพิ่มโอกาสการคั่งของเลือดในเส้นเลือดและเกิดเป็นริดสีดวงตามมาค่ะ ทั้งนี้ปัญหาท้องผูกยังเกิดจากการนั่งในห้องน้ำนาน มีการเบ่ง ทำให้ริดสีดวงกำเริบขึ้นได้ รวมถึงการนั่งอยู่กับที่ หรือการยืนนาน ๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดคั่งอยู่ในเส้นเลือดบางจุดอันเกิดจากแรงโน้มถ่วงโลกจึงทำให้มีอาการเส้นเลือดขอด อาการเท้าบวม ร่วมกับริดสีดวงได้

วิธีลดความเสี่ยงริดสีดวงทวารในคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว การปรับพฤติกรรมการเข้าห้องน้ำ ไม่ควรเบ่งหรือนั่งนาน ๆ รับประทานผักและผลไม้ที่มีเส้นใย การแช่ก้นในน้ำอุ่น 10-15 นาทีจะทำให้การไหลเวียนเลือดดียิ่งขึ้น ลดอาการบวมและอาการเจ็บของริดสีดวงได้ นอกจากนี้ก็ควรนอนตะแคงทุก 2-3 ชั่วโมง ยกขาพาดขึ้นสูงประมาณ 20 นาทีก็จะช่วยการไหลเวียนเลือดกลับไปหัวใจดีขึ้น รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเดิน การพาสุนัขไปเดินเล่น การว่ายน้ำ จะทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวทำให้ลดโอกาสเป็นริดสีดวงได้เช่นกันค่ะ

อาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์

อาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยซึ่งมีตั้งแต่ระดับที่ไม่อันตรายจนถึงเป็นสัญญาณเตือนของภาวะครรภ์เป็นพิษเลยทีเดียวค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์จะเริ่มปวดหัวช่วงเดือนที่ 1-3 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น และอาการปวดหัวจะลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ เพราะร่างกายเคยชินกับการกับระดับสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

นอกจากนี้ยังเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความหิว การนอนหลับไม่เพียงพอ การหยุดเครื่องดื่มคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ทำให้ร่างกายที่เคยชินกับการได้รับสารคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เกิดการปวดหัวขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว นอกจากนี้อาจเกิดจากโรคอื่น เช่น ภาวะภูมิแพ้ อาการเครียด ภาวะซึมเศร้า ดื่มน้ำน้อยเกินไป อาการปวดล้ากล้ามเนื้อดวงตาก็ทำให้ปวดหัวได้เช่นกันค่ะ

สำหรับอาการปวดหัวช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะอาจหมายถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการปวดหัวร่วมกับความดันโลหิตสูง หากตรวจปัสสาวะจะพบว่ามีโปรตีนออกมา ตับและไตทำงานผิดปกติ ดังนั้น ถ้ามีอาการปวดหัวแบบรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพราะหากเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษอาจส่งผลต่อการคลอดลูกก่อนกำหนดค่ะ อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพทั่วไปเมื่อมีอาการปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์ คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นตามเวลา การรับประทานอาหารตรงเวลาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ จะได้ไม่มีอาการเวียนหัวและปวดหัวจากระดับน้ำตาลในเลือดตก อีกทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิว ควรมีอาหารว่างที่รับประทานง่าย เช่น ขนมปังแครกเกอร์ ผลไม้สด โยเกิร์ต ไอศครีมไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เช่น ลูกอม น้ำอัดลม เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอันตรายต่อสุขภาพแม่และเด็ก และสามารถรับประทานยาบางชนิดได้ เช่น พาราเซตามอล หากไม่มีอาการแพ้ยา ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอค่ะ

การควบคุมความเครียดโดยการจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำ การจดบันทึก จะทำให้ลดความคิดวิตกกังวลได้

การดูหนัง ฟังเพลง การเล่นโยคะ การทำสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน

การนวดผ่อนคลายบริเวณไหล่และคอ ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดหัว

การประคบเย็นด้วยน้ำแข็งบริเวณศีรษะ จะทำให้อาการปวดหัวทุเลาลงได้

อาการปวดหัวที่เกิดขึ้น เนื่องจากได้รับกลิ่นบางอย่าง เช่น กลิ่นอาหาร กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นควันท่อไอเสีย ควรต้องหลีกเลี่ยง เพราะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพและยังทำให้มีความเครียดตามมาด้วยค่ะ

อาการกรดไหลย้อนช่วงตั้งครรภ์ เป็นอีกปัญหาที่พบกันมากโดยคุณแม่จะมีอาการแสบร้อนบริเวณกลางอก เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารมีการคลายตัวทำให้กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนสวนทิศทางขึ้นไปบริเวณหลอดอาหารด้านบน จนทำให้รู้สึกแสบคอ แสบร้อนช่วงกลางอก

สาเหตุที่เกิดได้บ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะผลจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ทำให้การบีบตัวของเนื้อเยื่อทางเดินอาหารทำงานช้าลงและหูรูดคลายตัวมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังเกิดจากอายุครรภ์มากขึ้นและมีการขยายตัวจนมดลูกเบียดกระเพาะอาหารทำให้กระเพาะบรรจุอาหารได้น้อยลง เมื่อรับประทานอาหารครั้งละมาก ๆ จึงทำให้กรดไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหารและทำให้แสบร้อนกลางอกได้ นอกจากนี้ ยังทำให้เรอเปรี้ยว ขมคอ หลังการตื่นนอน ในขณะที่บางคนเสียงแหบจากการที่กรดไปทำลายเนื้อเยื่อได้

แม้อาการเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของลูกน้อยโดยตรง แต่จะส่งผลข้างเคียงด้านความเครียดและเป็นผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่ได้ ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหา คือ แบ่งอาหารรับประทานจากวันละ 3 มื้อ เป็นวันละ 5-6 มื้อ และควรเป็นมื้อเล็ก ๆ อย่าลืมเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนด้วยนะคะ

นอกจากนี้ ไม่ควรนอนราบหลังจากรับประทานเสร็จใน 1 ชั่วโมง ควรเดินเล่นหรือถ้าจำเป็นต้องนอนเอนควรนอนหมอนสูงประมาณ 45 องศา

การดื่มน้ำระหว่างการรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้ระบบย่อยทำงานได้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารรสเปรี้ยว เครื่องดื่มคาเฟอีน เพราะมีความเสี่ยงทำให้กรดไหลย้อนรุนแรงขึ้น

การดื่มนมหรือโยเกิร์ตสามารถลดอาการแสบร้อนที่ช่องอกได้

การสวมใส่เสื้อผ้าสบายตัว ไม่รัดแน่นเกินไป ก็จะช่วยลดอาการกรดไหลย้อนได้เช่นกัน

การใช้ยาลดกรด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ เพราะต้องเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยกับเด็กในครรภ์

หากมีอาการกรดไหลย้อนรุนแรงเรื้อรังจนทำให้กลืนอาหารลำบาก มีอาการไออย่างไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลดและอุจจาระเป็นเลือด ควรปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ เพราะอาจเป็นอาการแทรกซ้อนขั้นรุนแรงที่เกิดกับหลอดอาหาร

Implantation Bleeding หรือภาษาไทยเรียกว่าเลือดล้างหน้าเด็ก เกิดจากตัวอ่อนระยะไซโกตไปฝังตัวอยู่ในผนังมดลูกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ประมาณ 7-8 วัน หลัการปฏิสนธิ แต่ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนที่จะสังเกตได้ เพราะจะมีรอยเปื้อนที่ชุดชั้นในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยการมีเลือดล้างหน้าเด็กออกมาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่ทำให้ลูกน้อยพิการหรือการแท้ง เพราะเป็นเพียงการฝังตัวของตัวอ่อนในผนังมดลูกและมีการทำลายเนื้อเยื่อและเส้นเลือดที่บุอยู่เท่านั้นค่ะ

ดังนั้น หากมีเลือดล้างหน้าเด็กออกมา คุณแม่จึงไม่ต้องกังวลหรือดูแลตัวเองเป็นพิเศษ นอกจากการนอนพักผ่อน การไม่ยกของหนัก ไม่เดินมากเกินไป โดยอาการนี้จะหายภายใน 1-2 วัน ซึ่งหลังจากมีเลือดนี้ออกมาให้สังเกตว่าประจำเดือนมาหรือไม่ในรอบเดือนที่ควรจะมา เพราะหากไม่มาก็ควรทำการตรวจครรภ์ เพราะแสดงว่าเลือดที่ออกมานั้นเป็น Implantation Bleeding ที่มาจากการปฏิสนธิของไข่และสเปิร์มนั่นเองค่ะ

การปวดอุ้งเชิงกราน เมื่อมดลูกขยายตัวแล้วกระดูกเชิงกรานและกล้ามเนื้อขาจะเริ่มปวดเล็กน้อยในช่วงไตรมาสที่ 1 แต่จะมีอาการปวดชัดเจนมากขึ้นในไตรมาสที่ 2 หรืออายุครรภ์ของเด็กประมาณ 7-20 สัปดาห์ เนื่องจากมดลูกมีการขยายตัวตามขนาดตัวของลูกน้อยทำให้กระดูกเชิงกรานถูกเบียดจึงเกิดการส่งสัญญาณอาการปวด นอกจากนี้ การที่คุณแม่ขาดแคลเซียมและวิตามินดีจากการที่ลูกน้อยดึงไปใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดตามไปด้วย ดังนั้น วิธีลดอาการปวด คือ ต้องรับประทานวิตามินแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอค่ะ

สังเกตได้ว่าอาการปวดอุ้งเชิงกรานจะมาพร้อมอาการปวดหลัง เพราะน้ำหนักตัวของแม่ที่เพิ่มมากขึ้น และมีแรงกดทับจากมดลูก แม่บางคนมีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังคด หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อช่วงหลังมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และมีโอกาสทำให้อาการยิ่งรุนแรง จึงต้องปรึกษาแพทย์และใช้อุปกรณ์ในการพยุงหลัง ซึ่งตัวช่วยบรรเทา คือ การควบคุมน้ำหนัก การใส่รองเท้าที่เหมาะสม การนวดประคบ ที่ทำให้ลดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านหลังได้ นอกจากนี้ การรับประทานยาแก้ปวดอาจจะเป็นตัวช่วยที่ดี ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเพราะอาจมียาแก้ปวดบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อเด็กในท้องได้

คุณแม่กำลังตั้งครรภ์สามารถติดตามอ่านข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่คุณแม่อาจพบในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

วิธีคำนวณอายุครรภ์
การตั้งครรภ์ 10/17/2020

วิธีคำนวณอายุครรภ์

การคำนวณอายุครรภ์ คือการนับอายุทารกที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการนับ อายุครรภ์ เป็นเดือน เรามีวิธีคำนวณอายุครรภ์อย่างถูกต้องมาฝากค่ะ

ให้นมลูก
การตั้งครรภ์ 10/17/2020

ท่าให้นมลูกที่ถูกต้องช่วยพัฒนาการทารกในครรภ์เรื่องไหนบ้าง

เพื่อเป็นการเอาใจคุณแม่มือใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาให้นมเจ้าตัวน้อย ลองมาติดตามกันนะคะว่ามีอะไรที่คุณแม่ควรรู้และระวัง รวมถึงมี ท่า ให้ นม ใดบ้างที่ถูกต้องและช่วยให้ลูกรักดื่มนมจากเต้าได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ

อยากมีลูกชาย
เตรียมเป็นแม่ 4/23/2020

อยากได้ลูกชายทำอย่างไรดี?

อยากมีลูกชาย วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากคุณพ่อคุณแม่เผื่อว่าจะช่วยให้มีลูกชายได้สมดั่งใจหวังได้ง่ายๆ มาดูกันนะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ