ปัญหาท้องผูกในช่วงตั้งครรภ์

ปัญหาท้องผูก นับเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในคุณแม่ตั้งครรภ์เลยนะคะ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ค่อยมีใครกล้าพูดเรื่องนี้ เหตุผลก็เพราะความเขินอายและทำให้คุณแม่ส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือไม่ ทั้งที่จริงแล้วปัญหาระบบลำไส้เป็นปัญหาที่พบบ่อยทั้งในผู้หญิงตั้งครรภ์ และบุคคลอื่นที่รับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมถึงอาจมีโรคอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ

ท้องผูก มีอาการอย่างไร?

อาการท้องผูก หมายถึง การขับถ่ายกากอาหารออกจากร่างกายในรูปแบบอุจจาระได้อย่างลำบาก โดยมักเกี่ยวกับการบีบตัวของลำไส้ โดยมีปริมาณอุจจาระอยู่ในลำไส้มากเกินไปทำให้มีการดูดซึมน้ำกลับสู่ร่างกายมาก เป็นผลทำให้อุจจาระมีลักษณะที่แข็งและเหนียว สำหรับหน้าที่หลักของลำไส้ใหญ่ คือ ต้องดูดซึมน้ำกลับเข้าไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย ดังนั้น ยิ่งมีกากอาหารอยู่ในลำไส้นาน ก็ยิ่งทำให้อุจจาระมีลักษณะเหนียวแข็งนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ คือ ช่วยผลักดันให้เศษอาหารออกไปทางลำไส้ตรง ซึ่งหากมีอะไรก็ตามที่เข้ามารบกวนกระบวนการนี้จะทำให้อุจจาระค้างในลําไส้ใหญ่นานกว่าปกติ จึงทำให้เกิดปัญหาท้องผูกตามมา ดังนั้น การมีปริมาณน้ำในลำไส้ใหญ่มากเพียงพอ จะช่วยทำให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากลำไส้ใหญ่ได้ง่ายและรวมเป็นก้อนได้ดีขึ้น แต่หากมีกากอาหารในระบบลำไส้ใหญ่น้อย ก็จะทำให้กากอาหารถูกขับออกยากขึ้นหรือเป็นก้อนแข็งมาก จึงเกิดเป็นอาการท้องผูก สำหรับอาการอื่น ๆ ที่พบร่วมกับอาการท้องผูก คือ ปวดท้อง ท้องอืด มีลมดันแน่นในท้อง โดยอาการท้องผูกอาจนำไปสู่ปัญหาอื่น เช่น มีกลิ่นปาก ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นผลมาจากของเสียภายในร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้ รวมถึงมีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก

เพราะเหตุใดคุณแม่ตั้งครรภ์จึงท้องผูกบ่อย ๆ ?

ต้องบอกว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดอาการท้องผูกค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ซึ่งทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการคลอดลูกหย่อนตัว เพื่อจะได้คลอดลูกง่าย แต่ก็มีผลข้างเคียงคือทำให้กล้ามเนื้อระบบทางเดินอาหารหย่อนตัวลงไปด้วย และขับไล่เศษอาหารออกจากร่างกายได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

การเปลี่ยนแปลงเรื่องอาหาร การคลื่นไส้อาเจียน และระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกายช่วงตั้งครรภ์แย่ลง สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของลำไส้ได้ด้วยเช่นกัน

น้ำหนักของลูกน้อยที่เพิ่มมากขึ้นภายในมดลูกจะไปกดทับลำไส้ ทำให้มีพื้นที่ในระบบทางเดินอาหารน้อยลง จึงลดการบีบตัวของลำไส้ โดยการที่ลำไส้บีบตัวน้อยลงเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์

คุณแม่บางคนมีแนวโน้มเกิดท้องผูกได้มากเมื่อได้รับอาหารบางอย่าง เช่น นม ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ชีส โปรตีนเนื้อแดง เนื่องจากโปรตีนย่อยยากกว่าไฟเบอร์จากผักและผลไม้ รวมถึงธัญพืช นอกจากนี้ คุณแม่หลายคนเปลี่ยนอาหารระหว่างตั้งครรภ์จึงอาจท้องผูกง่ายขึ้น รวมถึงการรับประทานธาตุเหล็ก ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องผูกอันเป็นอาการข้างเคียง ไม่เพียงเท่านั้น การรับประทานธาตุเหล็ก ยังทำให้อุจจาระมีสีดำด้วย

คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนไม่สามารถรับประทานธาตุเหล็กได้ เพราะมีอาการท้องผูกขั้นรุนแรง โดยอาจเลี่ยงไปรับประทานอาหารชนิดอื่นแทน เช่น ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วที่เป็นฝัก และธัญพืช

อาการท้องผูกนับว่าเป็นเรื่องปกติที่พบในผู้หญิงที่ใช้ยาระบายเป็นประจำหรือใช้ยาระบายเกินขนาด เช่น คนที่ใช้ยาระบายเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งทำให้ระบบลำไส้เสียสมดุล นอกจากนี้ การใช้ยาระบายเป็นประจำจะทำให้ลำไส้ดื้อต่อสัญญาณร่างกาย และจะขับถ่ายเมื่อได้ยาเข้าไปกระตุ้นเท่านั้น

วิธีแก้ปัญหาท้องผูกระหว่างการตั้งครรภ์

วิธีแก้ปัญหาท้องผูกระหว่างการตั้งครรภ์

- รับประทานอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์ โดยจะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบละลายน้ำได้ และแบบละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งแบบที่ละลายน้ำได้จะละลายอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ถูกล้อมรอบด้วยโมเลกุลน้ำ และฟอร์มตัวเป็นเจลแบบนุ่มนิ่มทำให้เคลื่อนผ่านระบบทางเดินอาหารได้ดี ตัวอย่างเส้นใยที่ละลายน้ำได้ เช่น มันฝรั่ง ฟักทอง สำหรับเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ จะช่วยสร้างเนื้ออุจจาระในการขับถ่าย เช่น ข้าวโพด แครอท เป็นต้น
- ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยป้องกันและลดอาการท้องผูกได้
-การออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ว่ายน้ำ เดิน โยคะหรือออกกำลังกายในยิมที่สามารถทำได้ระหว่างตั้งครรภ์
-คุณแม่บางคนต้องการใช้ยา เพื่อให้อุจจาระนุ่มและขับออกจากลำไส้ได้ดี ซึ่งคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกร ก่อนเลือกใช้ยา เพื่อความปลอดภัยระหว่างการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะยาบางชนิดที่เป็นยาระบายแบบรุนแรง
-การใช้ยาสวนทางทวารหนักหรือการใช้ยาเหน็บที่กระตุ้นให้ถ่ายท้อง หากจำเป็นต้องใช้ควรได้รับอนุญาตจากแพทย์ เพราะการใช้ยานอกเหนือคำสั่งแพทย์เป็นเรื่องสำคัญมาก และนอกจากยาแล้วยังมีโรคบางอย่างที่ทำให้ท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ เช่น เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ คลื่นไส้อาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ขั้นรุนแรง ริดสีดวงทวาร ไฮโปไทรอยด์ เป็นต้น

ตัวช่วยแก้ปัญหาท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์


- อาหารที่ทำจากพืชผัก ผลไม้สด เช่น กะหล่ำปลี บล็อคเคอรี่ กวางตุ้ง สลัด แครอท ฟักทอง มันฝรั่งหวาน ข้าวโพด ผลไม้แห้ง ถั่วเมล็ดแห้ง แอพพริคอต ลูกพรุน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น ราสเบอรี่ สตอเบอรี่ แคนเบอรี่ บลูเบอรี่ นอกจากนี้ ยังมีธัญพืชและขนมปังสูตรธัญพืชที่ทำมาจากแป้งไม่ขัดสี เส้นพาสต้า ถั่ว Lentil รวมถึงมื้อเช้าที่ควรเลือกรับประทานซีเรียลที่มีส่วนผสมของข้าวโอ๊ต ข้าวสาลีไม่ขัดสี ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเช่นกัน
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแห้ง อบกรอบ อบแห้ง หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการใด ๆ และเน้นรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เพราะทำให้มีความเสี่ยงท้องผูกมากขึ้น
- รับประทานผัก ผลไม้สด จะดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดก่อนทานเสมอ วิธีหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกของคุณแม่ตั้งครรภ์

วิธีหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกของคุณแม่ตั้งครรภ์

- รับประทานน้ำมันที่สกัดจากพืชโดยตรง ทั้งนี้ ควรระมัดระวังการใช้น้ำมันละหุ่งหรือยาระบายในช่วงตั้งครรภ์
-คุณแม่ทั้งหลายควรให้เวลากับการเข้าห้องน้ำแบบไม่ต้องรีบเร่งหลังรับประทานอาหาร โดยอาจนำหนังสือเข้าไปอ่านและมีเวลาอยู่กับตัวเอง โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะมารบกวน
- หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระและการนั่งต่อเนื่องนาน ๆ
- ปรับท่านั่งอุจจาระ โดยใช้วิธีการนั่งยองแทนการนั่งบนชักโครก
- เลี่ยงการรับประทานคาเฟอีน เพราะนอกจากช่วยขับน้ำออกจากร่างกายแล้วยังทำให้มีอาการท้องผูกได้ง่าย
- รับประทานน้ำผลไม้สด น้ำเกลือแร่ โซดา เป็นตัวช่วยลดอาการท้องผูก
- ก่อนใช้ยาเพื่อลดอาการท้องผูก อย่าลืมปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- คุณแม่ไม่ควรเพิกเฉยหากร่างกายส่งสัญญาณว่าควรเข้าห้องน้ำ เพราะการอั้นอุจจาระจะทำให้ยิ่งมีการดูดซึมน้ำออกจากร่างกายและทำให้อาการท้องผูกรุนแรงยิ่งขึ้น
-คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถใช้ยาระบายเพื่อช่วยสร้างเนื้ออุจจาระมากขึ้นได้ โดยยานี้จะช่วยเพิ่มน้ำแก่กากอุจจาระ เพิ่มขนาดอุจจาระให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เคลื่อนออกจากลำไส้ได้ง่าย ในขณะเดียวกัน ยังทำให้อุจจาระนุ่มจึงลดความเจ็บปวดระหว่างขับถ่ายได้
-อาการท้องผูกจะยังอยู่หลังจากคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติช่วง 2-3 สัปดาห์แรกและอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อระหว่างทวารหนักกับช่องคลอด รวมถึงรอบทวารหนักจะยังมีอยู่ ดังนั้น ระหว่างให้นมบุตรจำเป็นต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นเพื่อการขับถ่ายที่สะดวก

อาการท้องผูกระหว่างการตั้งครรภ์ อาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น ริดสีดวงทวาร ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดหลังจากคลอดลูก ดังนั้น คุณแม่ควรหาวิธีแก้ปัญหาท้องผูกตั้งแต่เนิ่น ๆ เน้นรับประทานอาหารกลุ่มธัญพืช ถั่ว เมล็ดพืช หรือเลือกใช้ยาที่ช่วยให้อุจจาระนุ่ม ทั้งนี้ หากอยู่ในช่วงให้นมบุตรอย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะอาจส่งผลต่อลูกน้อย

คุณแม่สามารถคลิกไปอ่านอาการที่คุณแม่อาจเจอระหว่างตั้งครรภ์ได้ที่ อาการท้องอืด การเป็นตะคริว อาการเลือดออกจากการปฏิสนธิ อาการปวดหลัง ปัญหาผมร่วง และในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

ผลเสียจากการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์ 6/30/2020

ผลเสียจากการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์

การดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะปริมาณน้อยแค่ไหนก็ไม่ปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะรกสามารถกรองแอลกอฮอล์ที่ส่งผ่านไปสู่ตัวทารกไม่ได้ทั้งหมดค่ะ

เมื่อท้องแล้ว ต้องทำอะไรต่อ
การตั้งครรภ์ 6/24/2020

เมื่อท้องแล้ว ต้องทำอะไรต่อ

เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่มือใหม่มักจะมีหลายอารมณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความรู้สึกตอบสนองเมื่อรู้ตัวว่าตั้งท้องจะแตกต่างกันไป เรามีคำแนะนำดีๆ ค่ะ

การเลือกเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์
เตรียมเป็นแม่ 9/15/2020

เข็มขัดสำหรับกระชับหน้าท้อง

เมื่อลูกน้อยในครรภ์เจริญเติบโต รวมถึงอายุครรภ์มากขึ้นหน้าท้องก็จะมีขนาดน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกมีอาการปวดหลัง เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ