ดูแลและปกป้องลูกรัก ด้วยวัคซีนที่ควรให้ลูกฉีด

“วัคซีน” ถือเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในกรณีของทารกหรือเด็กเล็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายค่อย ๆ สร้างภูมิต้านทานโรคภัยต่าง ๆ โดยทั่วไป วัคซีนสำหรับทารก หรือ วัคซีนสำหรับเด็ก เล็กนั้นจะแบ่งคร่าว ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ วัคซีนพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า “วัคซีนหลัก” และวัคซีนเสริมหรือที่เรียกว่า “วัคซีนทางเลือก” ซึ่งวัคซีนทั้งสองกลุ่มนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจและให้ลูกได้รับวัคซีนอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อการสร้างภูมิต้านทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัคซีนที่สำคัญในแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้

1. วัคซีนพื้นฐาน เป็น วัคซีนสำหรับทารก ที่บรรจุอยู่ในแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของทางกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงความรุนแรงของโรคและความคุ้มค่า ซึ่งกรณีของวัคซีนกลุ่มพื้นฐานนี้จะมีการจัดสรรให้เด็กไทยได้รับอย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในรพ.ของรัฐ โดยวัคซีนพื้นฐานหรือวัคซีนหลักนั้นประกอบไปด้วย
- วัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค ซึ่งจะต้องฉีดให้กับเด็กทารกตั้งแต่แรกคลอด
- วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เป็นวัคซีนที่จะต้องฉีดให้กับเด็กต่อเนื่องหลายเข็มตามช่วงอายุโดยเข็มแรกจะฉีดให้เมื่อเด็กมีอายุ 2 เดือน, เข็มถัดไป ช่วงอายุ 4 เดือน, จากนั้นไปฉีดตอนอายุ 6 เดือน, ขวบครึ่ง และเข็มสุดท้ายไปฉีดช่วงอายุ 3-4 ขวบ
- วัคซีนสำหรับป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เป็นวัคซีนที่ต้องฉีดต่อเนื่องหลายเข็มเช่นกัน จึงนิยมฉีดให้กับเด็กพร้อมกับวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ คือ ในช่วง 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, ขวบครึ่ง และ 3-4 ขวบ และอาจฉีดกระตุ้นได้อีกครั้งในช่วงอายุ 11-12 ปี
- วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ B เป็นวัคซีนที่จะต้องฉีดให้ต่อเนื่อง 3 ครั้ง คือตั้งแต่แรกเกิด, เมื่อเด็กอายุ 1-2 เดือน และเมื่อมีอายุครบ 6 เดือน
- วัคซีนป้องกันโรคหัด, คางทูมและหัดเยอรมัน เป็น วัคซีนสำหรับเด็ก ที่มีอายุครบ 1 ขวบ และสามารถให้กระตุ้นอีกครั้งได้เมื่อเด็กมีอายุ 4-6 ขวบ
- วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เป็นวัคซีนที่จะต้องให้เด็กได้รับเมื่อมีอายุครบ 1 ปี จากนั้นจะต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้งในช่วง 3-12 เดือน ถัดจากการให้ในเข็มแรก

2. วัคซีนเสริม หรือวัคซีนทางเลือก เป็นวัคซีนที่นิยมฉีดเพิ่มเติมจากวัคซีนพื้นฐานที่จะต้องให้เด็กทุกคนได้รับครบถ้วนตามช่วงวัยที่กำหนดไว้เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรค แต่เนื่องจากภาวะของโรคเหล่านี้ยังไม่รุนแรงมากนัก ทำให้วัคซีนกลุ่มนี้จึงมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น โดยคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนทางเลือกเหล่านี้สามารถปรึกษากุมารแพทย์ ก่อนรับวัคซีนเพิ่มเติมให้กับลูกได้ วัคซีนในกลุ่มทางเลือกนี้ประกอบไปด้วย
- วัคซีนป้องกันโรคจากเชื้อ H. Influenza Type B (HIB) หรือที่เรียกกันว่า “โรคฮิบ” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในจมูกและคอ เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีไข้, ปวดศีรษะอย่างรุนแรง, คอแข็ง, ชัก หรือเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งในกลุ่มเด็กเล็กจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป โดยวัคซีนประเภทนี้จะฉีดให้เด็กเป็นเข็มแรกในช่วงอายุ 2 เดือน จากนั้นจึงฉีดเข็มถัดไปเมื่อมีอายุ 4 เดือน, เข็มที่ 3 เมื่อมีอายุ 6 เดือน และจะฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 12-15 เดือน
- วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ A สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิด A นี้จะติดต่อทางการรับประทานอาหาร, น้ำดื่ม หรือสัมผัสสิ่งปนเปื้อนไวรัส ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย, เบื่ออาหารและเกิดภาวะดีซ่านขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้ตับวายและเสียชีวิตได้ในที่สุด การฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ สามารถป้องกันได้เกือบ 100% และร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต โดยนิยมฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือนถึง 1 ปี
- วัคซีนป้องกันโรคสุกใส ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตในเด็ก โดยโรคนี้นอกจากจะทำให้เกิดตุ่มน้ำขึ้นตามร่างกายของเด็กแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ภาวะปอดอักเสบและสมองอักเสบในทารกแรกเกิด เป็นต้น พ่อแม่จำนวนไม่น้อยจึงนิยมขอรับวัคซีนป้องกันโรคนี้ให้กับลูก ซึ่งสามารถให้ได้ตั้งแต่ลูกมีอายุ 1 ขวบขึ้นไป และอาจให้กระตุ้นได้อีกครั้งเมื่อลูกอายุ 4-6 ขวบ
- วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ปัจจุบันนี้ไข้หวัดใหญ่มีหลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ A, H1N1 และสายพันธุ์ B เป็นต้น ทั้งนี้วัคซีนที่ใช้สำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ป้องกัน 3 สายพันธุ์และชนิดป้องกัน 4 สายพันธุ์ ซึ่งแนะนำให้ฉีดเป็นประจำทุกปี เนื่องจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีจะเป็นสายพันธุ์ที่ต่างกันและคาดการณ์การระบาดได้ยาก วัคซีนนี้สามารถเริ่มฉีดให้ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน เป็นต้นไป
- วัคซีน IPD (Invasive Pneumoniae Disease) ป้องกันโรคจากเชื้อ Steptococcus pneumoniae ที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด, เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจทำให้เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีพิการหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับวัคซีนตัวนี้ให้กับลูกได้ โดยจะเริ่มฉีดได้ตั้งแต่ลูกอายุ 2 เดือน ก่อนจะฉีดเข็มต่อไปเมื่อลูกอายุ 4 เดือน, เข็มที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อลูกอายุ 1 ปี
- วัคซีนป้องกันไวรัสโรตา โรคนี้มักทำให้เด็กท้องร่วงรุนแรง, ติดเชื้อที่ลำไส้ ทำให้การย่อยและดูดซับนมทำได้น้อยลง ขณะเดียวกันเด็กจะเกิดอาการขาดน้ำได้ง่าย โดยถือเป็นอีกโรคยอดฮิตในเด็ก ซึ่งสามารถขอรับวัคซีนนี้ได้ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุได้ 2 เดือน เป็นการให้วัคซีนแบบหยอดทางปาก โดยจะต้องให้วัคซีนต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ซึ่งครั้งต่อไปจะให้เมื่อลูกอายุครบ 4 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ

ทั้งนี้โรงพยาบาลต่าง ๆ ได้เพิ่มความสะดวกให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการรับวัคซีนทางเลือกให้กับลูกโดยนำวัคซีนหลายตัวมารวมไว้ในเข็มเดียวกันเพื่อที่จะฉีดให้ลูกน้อยในคราวเดียว เพื่อไม่ให้ลูกต้องเจ็บตัวบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะทั้งสะดวกและประหยัดเวลา คุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาทางเลือกนี้ได้เช่นกันค่ะ

ทั้งวัคซีนหลักและวัคซีนทางเลือกเหล่านี้ ถือเป็นของขวัญล้ำค่าที่พ่อแม่มอบให้กับลูกน้อยเพื่อเป็นเกราะป้องกันโรคร้ายที่มีอยู่รอบตัว คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปรับวัคซีนให้ครบถ้วนโดยเฉพาะวัคซีนหลัก ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรจดประเภทของวัคซีนที่ลูกได้รับแล้ว และที่จะต้องรับในเข็มถัดไปไว้ให้ชัดเจนเพื่อลดการรับวัคซีนซ้ำซ้อนหรือการรับวัคซีนไม่ครบตามกำหนด เพียงแค่นี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้มั่นใจและพาลูกน้อยทำกิจกรรมได้อย่างหมดห่วงแล้วค่ะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

“ภัยเงียบ” ในกลุ่มเด็กเล็ก
'การเลี้ยงลูก 5/13/2021

รู้จัก 3 โรคฮิต “ภัยเงียบ” ในกลุ่มเด็กเล็กที่พ่อแม่ควรระวัง

ในช่วงที่ลูกยังเป็นทารกหรือเป็นเด็กเล็กนั้น ถือว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย บทความนี้เราจึงได้รวบรวม “โรคฮิต” มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

เคล็ดลับฝึกการนอนหลับของลูกน้อย
'การเลี้ยงลูก 4/30/2021

เคล็ดลับฝึกการนอนหลับของลูกน้อยให้หลับยาวตลอดทั้งคืน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจต้องรับมือปัญหาลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน หรือนอนหลับยาก เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาฝากด้วย เพื่อให้เด็กน้อยหลับสบายยาวนานตลอดคืน

ลูก ๆ ของเราทานอะไรกันบ้าง?
'การเลี้ยงลูก 9/10/2020

โภชนาการสำหรับเด็กวัยหัดเดิน

คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยว่า ทำไมในกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองถึงไม่ค่อยคุยกันเรื่องอาหารการกินของลูกๆ มากนักทั้งๆ ที่เรื่องสารอาหารและโภชนาการที่ครบถ้วนเป็นนั้นสำคัญมาก

บทความที่คุณน่าจะชอบ