โภชนาการสำหรับเด็กวัยหัดเดิน

ลูก ๆ ของเราทานอะไรกันบ้าง?

หากคุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยว่า ทำไมในกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองถึงไม่ค่อยคุยกันเรื่องอาหารการกินของลูก ๆ มากนัก ทั้ง ๆ ที่เรื่องสารอาหารและโภชนาการที่ครบถ้วนเป็นนั้นสำคัญมากสำหรับพวกเขา ซึ่งปัญหานี้อาจมีสาเหตุมาจากความเข้าใจด้านอาหารการกินสำหรับเด็กที่ไม่ถูกต้อง จึงทำให้พบเด็กอ้วนที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย ซึ่งมีผลมาจากแนวคิดของคุณพ่อคุณแม่ที่ว่า การเลี้ยงลูกให้อ้วนจะทำให้พวกเขามีการเจริญเติบโตที่ดี แต่พ่อแม่เหล่านี้อาจไม่รู้เลยว่า เด็กอ้วนเหล่านี้อาจมีปัญหาโรคอ้วนในระยะยาวจนไปถึงวัยผู้ใหญ่ แต่ในทางเดียวกันอีกการวิจัยในไทยก็พบเด็กเตี้ยที่มีสาเหตุมาจากเด็ก ๆ ที่รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายหยุดชะงักค่ะ

ข้อมูลทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การได้รับสารอาหารและโภชนาการที่ดีในช่วงแรกของชีวิตส่งผลต่อเด็กมากเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงแค่ผลจากการสำรวจเท่านั้นและสรุปได้ว่า เด็กไทยในปัจจุบันมีภาวะโภชนาการเกินและมีภาวะโภชนาการไม่พอแบบเรื้อรัง ปัญหาทางโภชนาการอาหารอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและการพัฒนาสติปัญญาของเด็กโดยตรง ทั้งนี้ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกัน และแก้ไขได้โดยการดูแลโภชนาการที่ดีในช่วงแรกของชีวิตค่ะ

รูปแบบการเจริญเติบโตของเด็ก

ในขณะที่ทารกกินอาหารและรับพลังงานเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต แต่เด็ก ๆ วัยหัดเดินจะกินเพื่อให้สารอาหารไปทดแทนพลังงานที่เสียไป และให้ร่างกายคงรักษามวลกล้ามเนื้อที่กำลังใหญ่ขึ้นค่ะ

ลักษณะการเจริญเติบโตและพัฒนาการในวัยเด็กตอนต้นประกอบไปด้วย:
• มวลกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น
• ไขมันในร่างกายลดลง แม้ไขมันในร่างกายของเด็กผู้หญิงจะมีมากกว่าเด็กผู้ชายก็ตาม
• ระหว่างอายุ 2-3 ขวบ ระบบการไหลเวียนของเหลวของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะคล้ายกับผู้ใหญ่
• อัตราการเจริญเติบโตที่ชะลอตัวมีความเกี่ยวเนื่องกับวัยทารก แต่จะเติบโตไปทางส่วนสูงมากกว่า
• การเจริญเติบโตของสมองเกือบสมบูรณ์ประมาณ 75% ภายใน 2 ปี
• ปฏิกิริยากระหายน้ำจะแสดงออกเต็มที่เมื่อมีอายุระหว่าง 2-3 ขวบ
• ความสามารถในการควบคุมการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพลดลงและต้องการคำแนะนำจากคุณพ่อคุณแม่
• เกิดความสงสัยในอาหารมากขึ้น และทำให้การกินเป็นเรื่องยุ่งยาก

แม้ว่าเด็กวัยหัดเดินหรือเด็กวัยก่อนเข้าเรียนอาจไม่ได้มีการเจริญเติบโตที่ชัดเจน แต่พวกเขาอยู่ในวัยกำลังซนที่ยังต้องใช้พลังงาน และต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ครอบคลุมการเจริญเติบโตของร่างกายและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันค่ะ ทั้งนี้การเจริญเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นค่ะ

สารอาหารที่แนะนำต่อวัน

ก่อนอื่นเราขอแนะนำเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับโภชนาการก่อนเข้าเรื่องอาหารการกินของลูก ๆ ค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจจะคุ้นเคยกับคำว่า RDI (Recommended Daily Intake) หรือปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันที่อาจจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง

ปริมาณของ RDI ขึ้นอยู่กับปริมาณสารอาหารที่แต่ละบุคคลต้องการในแต่ละวันภายในกลุ่มประชากรที่กำหนด ซึ่งก็มีการอัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับ RDI ให้เราเห็นกันอยู่เสมอ เช่น ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวันในกลุ่มผู้หญิงหรือคนท้องแตกต่างกันหรือไม่

อย่างไรก็ตามการอัพเดทข้อมูล RDI เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้เราได้จัดแจงหมวดหมู่สารอาหารที่เราควรได้รับในแต่ละวัน นอกเหนือจากนี้ยังคำอื่น ๆ เกี่ยวกับสารอาหารอีกอย่าง EAR และ AI ซึ่งทั้งสองคำนี้ไม่ได้เป็นศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะของเราแต่อย่างใด EAR (Estimated Average Requirement) คือค่าประมาณของความต้องการของสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งเป็นระดับสารอาหารที่จำเป็นต่อความต้องการของกลุ่มประชากร 50% และยังเป็นค่าพื้นฐานสำหรับการคำนวณค่า RDI อีกด้วย สำหรับต่อย่อ AI (Adequate Intake) หรือปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวันที่ถูกนำไปใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหาค่า RDI และ EAR ได้เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น สารอาหารที่ทารกต้องการได้มาจากน้ำนมแม่มากกว่าแหล่งอื่น จึงจัดเป็นประเภท AI ค่ะ ซึ่งเราไม่มีข้อมูลที่เพียงพอให้พูดถึงมากนัก ตัวย่อสุดท้ายคือ UL (A Tolerable Upper Intake Level) หรือปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน และมีความเกี่ยวข้องกับสารอาหารอย่างชัดเจน เช่น โซเดียม ซึ่งไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม RDI หรือ EAR ค่ะ

ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ก็มีความรู้เกี่ยวกับสารอาหารเบื้องต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีความเห็นอย่างไรกันบ้าง แต่เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ในใจก่อนนะคะ แล้วเรามาดูกันว่า เราสามารถนำมาปรับใช้กับลูก ๆ ของเราอย่างไรได้บ้าง

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็สร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

พลังงาน 12 % ของเด็ก ๆ ล้วนมาจากขนมหวานและ 7% มาจากเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังคาดว่า เพียงแค่ 10% ของสารอาหารเหล่านี้ที่เด็ก ๆ รับเข้าสู่ร่างกายก็อาจทำให้ค่าเบาหวานเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาหารการกินในเด็ก

• การบริโภคแคลเซียมในเด็กสามารถดูดซึมได้ดี แม้จะไม่ใช่เด็กโตก็ตาม
• ไม่เป็นที่แปลกใจว่า ทำไมเด็ก ๆ ไม่กินผัก
• เด็ก ๆ ไม่ได้รับซีเรียลและธัญพืชที่มากพอ
• ไฟเบอร์คือสิ่งสำคัญที่เด็ก ๆ จะต้องทาน

การกินมีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ชอบกินจุกจิก ในความคิดของเด็ก ๆ เขาก็อาจจะเลือกกินตามเรา ซึ่งส่งผลให้ชีวิตและอาหารการกินในครอบครัวง่ายขึ้นเยอะ เพราะชอบกินอะไรเหมือน ๆ กัน แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอไป ซึ่งถ้าเด็ก ๆ กินผักน้อยลง เราอยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้ไว้ว่า ลูก ๆ ของคุณไม่ได้เป็นแบบนี้แค่คนเดียวค่ะ ตราบใดที่เรายังจัดหาอาหารเพื่อสุขภาพให้ลูกทานอยู่เสมอ นั่นแปลว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังทำสิ่งที่ถูกต้องแล้วค่ะ แม้เราบังคับลูกไม่ได้ แต่เราก็นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขาได้ค่ะ ทั้งนี้เรื่องอาหารการกินก็ไม่ได้แย่เสมอไป ซึ่งลักษณะนิสัยการกินก็ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละบุคคลด้วยค่ะ

ความสมดุลของพลังงาน

สิ่งที่น่าสนใจคือผลการวิจัยของหน่วยงาน CNPAS แสดงให้เราเห็นว่า 6% ของพลังงานในอาหารเด็กมาจากเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (ไม่รวมน้ำและนม) ในปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่คงได้เห็นเครื่องดื่มรสหวานตามท้องตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น น้ำเชื่อมผลไม้และน้ำผลไม้ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีไขมันอย่างนมที่ปรุงแต่งรสต่าง ๆ การวิจัยชี้ว่า เด็กวัยก่อนเข้าเรียนที่เป็นโรคอ้วนนั้นเกิดจากการบริโภคพลังงานจากน้ำหวานเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปที่ไม่เป็นโรคอ้วน

ปัญหา ”โภชนาการกิน” ชี้ให้เห็นว่า เพียงแค่เราลดปริมาณพลังงานที่บริโภคเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาวได้ค่ะ ดังนั้นคิดให้หนักก่อนตัดสินใจซื้อน้ำหวานหรือน้ำผลไม้มาเก็บไว้ในตู้เย็นค่ะ

ปัญหาด้านน้ำหนัก

ประเทศไทยมีแนวโน้มจะพบเด็กอ้วนสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากปีก่อน ๆ และพบมากที่สุดในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี โรคอ้วนมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ระดับคลอเรสเตอรอลและน้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ โรคหอบหืดและภาวะไขมันพอกตับค่ะ ส่วนด้านจิตใจของเด็กเกิดจากที่พวกเขามีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เสียบุคลิกภาพ ถูกล้อเลียนจนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และกลายเป็นปัญหาในการเข้าสังคมในที่สุด

การบริโภคอาหารตามหมวดหมู่ในเด็ก

โดยภาพรวมแล้วเด็ก ๆ จะได้รับโภชนาการที่ดีจากหมู่อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเราพ่อแม่ก็ไม่แปลกใจที่เด็ก ๆ ไม่ชอบหรือทานอาหารบางหมู่ไม่ได้ดีมากนัก แต่บางครั้งปัญหาด้านการกินในเด็กอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกหงุดหงิดและขัดใจบ้างเป็นธรรมดาค่ะ มาดูกันว่า การสำรวจในปีที่ผ่านมาผลการวิจัยอาหารในเด็กแต่ละด้านเป็นอย่างไรบ้าง
• ผัก สำหรับกลุ่มผักที่รวมมันฝรั่งแล้ว มีเพียง 22% ของเด็กในช่วงอายุ 4-8 ปีที่สามารถบริโภคผักได้ตามปริมาณที่แนะนำ (หากไม่รวมมันฝรั่งเด็ก ๆ ที่ทานผักได้ตามปริมาณที่แนะนำจะเหลือเพียง 3% เท่านั้น)
• ผลไม้ จำนวนการทานผลไม้จะค่อย ๆ ลดน้อยลงไปตามจำนวนอายุ มีเพียง 1% ของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายในช่วงอายุ 14-16 ปีที่สามารถบริโภคผลไม้ได้ตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ไม่รวมน้ำผลไม้)
• ธัญพืช มีเด็กจำนวนน้อยมากที่สามารถบริโภคธัญพืชได้ตามปริมาณที่แนะนำ ในความเป็นจริงมีเพียง 20% ของเด็กในช่วงอายุ 4-8 ปีที่สามารถบริโภคได้ตามปริมาณที่แนะนำ
• ไฟเบอร์ ดูเหมือนจะมีจำนวนเด็ก ๆ ทานไฟเบอร์มากกว่าปีที่ผ่านมา

ผลลัพธ์เชิงบวกและเชิงลบ

ผลลัพธ์เชิงบวกและเชิงลบ

ไขมัน

• เด็ก ๆ ได้รับปริมาณไขมันทั้งหมดมากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันเพียงเล็กน้อย
• ไขมันอิ่มตัวคือศัตรูต่อร่างกายของเรา ซึ่งเด็ก ๆ ได้รับปริมาณไขมันอิ่มตัวมากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันประมาณ 4%

แคลเซียม

• เด็ก ๆ ที่อยู่ในช่วงอายุ 2-4 ปีส่วนใหญ่จะได้รับแคลเซียมตามค่า RDI กำหนดไว้ค่ะ
• ในทางตรงกันข้ามเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงบางคนที่อยู่ในช่วงอายุ 4-8 ไม่ได้รับแคลเซียมตามค่า RDI ค่ะ และดูเหมือนเด็กผู้หญิงเป็นเพศที่มีความเสี่ยงที่สุดที่ได้รับปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอ จำนวนเด็กผู้ชาย 65% และเด็กผู้หญิง 45% ได้ปริมาณแคลเซียมตามค่า EAR แต่จำนวนนี้ก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เกือบ 50% และเหลือเพียง 11% ในช่วงอายุ 12-13 ปีที่ยังได้รับแคลเซียมที่เพียงพออยู่ ซึ่งสาเหตุอาจมีส่วนมาจากการบริโภคผลิตภัณฑ์นมที่ไม่สอดคล้องกับอายุหรือบริโภคไม่พอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรมีความรู้เกี่ยวกับความหนาแน่นกระดูกสูงสุดเมื่อถึงวัยแรกรุ่น ซึ่งสรุปได้ว่าการได้รับปริมาณแคลเซียมในวัยเด็กคือสิ่งจำเป็นที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายในช่วงชีวิตที่เหลือค่ะ

ธาตุเหล็ก

เกือบ 100% ของเด็กที่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2-8 ปีได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน แม้ว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 14-16 ปีอาจจะได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอก็ตาม ส่วนเด็กวัยรุ่นที่มีประจำเดือนและในช่วงวัยเจริญพันธุ์จะต้องได้รับปริมาณธาตุเหล็กที่สูงขึ้นมากค่ะ (จาก 8 กรัมไปจนถึง 15-18 กรัมต่อวัน)

โซเดียม

โดยทั่วไปแล้วเราอาจเห็นว่า เด็ก ๆ ได้รับปริมาณโซเดียมที่เพียงพอแล้ว แต่ในปัจจุบันเด็ก ๆ มีแนวโน้มได้รับโซเดียมมากกว่าที่ร่างกายต้องการ แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพแนะนำให้เราเลือกรับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตามเราจะเห็นถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในปัจจุบันมีเด็กน้อยคนที่จะบริโภคเกลือในปริมาณน้อยค่ะ

น้ำและของเหลว

• สำหรับเด็กที่อยู่ในช่วง 2-4 ปี เครื่องดื่มที่มีรสหวานอย่างน้ำผลไม้ น้ำเชื่อมและเครื่องดื่มเกลือแร่คิดเป็น 25% ของพลังงานทั้งหมดเมื่อพวกเขารับเข้าสู่ร่างกายค่ะ
• สิ่งที่น่าสนใจคือเด็กก่อนวัยเรียนที่เป็นโรคอ้วนมีแนวโน้มจะได้รับพลังงานจากกลุ่มเครื่องดื่มดังกล่าว ซึ่ง 12% ของพลังงานในร่างกายมาจากเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ที่มีน้ำตาล (คิดเป็น 7%) เพื่อประเมินผลกระทบของปัญหานี้คาดว่า การลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานเพียงแค่ 10% ก็สามารถลดค่าเบาหวานอันเป็นสาเหตุของโรคอ้วนในเด็กอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถทำอะไรได้บ้าง?

อย่ารู้สึกแย่หากลูก ๆ ของคุณปฏิเสธที่จะกินผัก ผลไม้หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ เชื่อเถอะค่ะว่า ลูกของคุณไม่ได้เป็นคนเดียวอย่างแน่นอน ถึงแม้เราจะบังคับลูกไม่ได้แต่เราก็สามารถชี้แนวทางให้กับเขาได้ค่ะ ในฐานะคุณพ่อคุณแม่เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับสไตล์การเลี้ยงดูอีกต่อไป แต่เราเพียงต้องจัดการบางอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้การบริโภคอาหารของลูกเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดการได้ง่าย ๆ เลยคือจัดสภาพแวดล้อมให้ที่บ้านเต็มไปด้วยอาหารเพื่อสุขภาพ และทานขนม น้ำผลไม้ เค้กและพายเนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้น เมื่อถึงช่วงที่ลูก ๆ เข้าสู่วัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่ก็ยังสามารถควบคุมอาหารการกินของเขาอย่างมีเหตุผลได้ โดยเฉพาะในบ้านค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ปล่อยปะละเลยเรื่องอาหารการกินไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้ตู้เย็นเต็มไปด้วยไอศกรีม ขนมนมเนยและมันฝรั่งทอด ให้ลองเปลี่ยนโฉมตู้เย็นใหม่เป็นผลไม้และอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพแทน ซึ่งจัดไว้ในที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อกระตุ้นให้เด็ก ๆ ทานของว่างเป็นผลไม้ แครกเกอร์ โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพและอื่น ๆ ค่ะ

หากคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากลดเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มน้ำตาลและของทานเล่นก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้มากเช่นกันค่ะ โปรดจำไว้ว่า การลดพลังงานจากอาหารขยะแค่ 10% ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์ประกอบของร่างกายและสุขภาพได้ค่ะ

เราแนะนำให้ทุกคนยึดติดกับอาหารการกินแบบดั้งเดิม จำกัดการกินอาหารสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็ง รวมถึงอาหารที่มีสารตะกั่ว เลือกรับประทานอาหารที่คุณพ่อคุณแม่สามารถวางใจและดีต่อสุขภาพของครอบครัวค่ะ

คุณแม่สามารถติดตามอ่านข้อมูลเกี่ยวข้องในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

การขึ้นของฟันทารก
'การเลี้ยงลูก 6/26/2020

ประโยชน์ของการให้เด็ก ๆ มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

เด็กและสัตว์เลี้ยงสามารถสร้างความสัมพันธ์สุดมหัศจรรย์แก่กันและกันได้ รวมถึงมีความผูกพันที่แสนพิเศษ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

'การเลี้ยงลูก 5/2/2019

พัฒนาการลูกน้อยเริ่มต้นที่การเลี้ยงดู

พัฒนาการลูกน้อยเริ่มต้นที่การเลี้ยงดู

การฝึกบริหารควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
เตรียมเป็นแม่ 9/14/2020

การฝึกบริหารควบคุมกระเพาะปัสสาวะ

หลังการคลอดคุณแม่มีปัญหาด้านการกลั้นปัสสาวะหรือมีอาการปัสสาวะเล็ดหรือไม่ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปด้วยการบริหารอุ้งเชิงกราน มาดูวิธีบริหารกันค่ะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ