เมื่อคุณแม่ต้องกลับไปทำงาน ต้องเตรียมตัวอย่างไร

ในวันที่รู้ว่ากำลังจะมีสมาชิกใหม่ของบ้าน คงเป็นวันที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ตื่นเต้นแล้วก็ไม่มั่นใจในเวลาเดียวกัน สำหรับคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ คงจะศึกษาหาวิธีดูแล บำรุงร่างกาย เพื่อบำรุงสุขภาพทั้งของคุณแม่และเด็กในครรภ์ หลังจากนั้นเมื่อครบ 9 เดือน ก็ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่เฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ ซึ่งเป็นนาทีที่ตื้นตันใจที่สุด เมื่อลูกลืมตาดูโลก สำหรับคุณแม่ที่ต้องทำงาน ก็คงต้องกลับไปทำงาน ตาม พ.ร.บ คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ให้สิทธิลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน ซึ่งรวมทั้งวันหลังคลอดบุตร และก่อนคลอดบุตร แน่นอนว่าเวลาแค่นี้คงไม่พอสำหรับการดูแลลูกน้อยแน่ ๆ หลังจากครบกำหนดวันลาคลอดก็ต้องกลับไปทำงานตามเดิม พ่อแม่คงเป็นกังวลไม่น้อยเรื่องการเตรียมตัวเพื่อกลับไปทำงานพร้อมๆไปกับการดูแลลูก มาดูกันว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรและ ต้องเตรียม ของเด็กอ่อน ชิ้นไหนบ้าง ไปดูกันค่ะ

1. เตรียมใจ อย่างแรกเลยก่อนที่จะไปขั้นตอนต่อ ๆ ไป คือเราต้องเตรียมใจกันก่อน หากคุณแม่คนไหนที่กำลังมีความคิดไม่อยากกลับไปทำงาน หรือนึกถึงสภาพการทำงานเดิม ๆ ที่ทำให้เราบั่นทอนตัวเอง ขอให้หยุดความคิดไว้ตรงนั้นแล้วมาปรับทัศนคติกันใหม่ ให้คุณแม่นึกถึงบรรยากาศสนุก ๆ และความน่าตื่นเต้นที่เราจะได้กลับไปทำงานอีกครั้งหลังจากที่หยุดยาวมานาน นึกถึงเพื่อนร่วมงานที่กำลังรอให้เราไปเล่าเรื่องราวความน่ารักของสมาชิกใหม่ในบ้าน ดีกว่ามานั่งคิดถึงเรื่องที่ไม่สนุกและก็บั่นทอนจิตใจนะว่าไหม

2. เตรียมกาย เตรียมใจแล้วก็ต้องเตรียมกาย หลังจากคลอดลูกคุณแม่คงไม่มีเวลาได้ออกกำลังกายมากนัก ควรหาเวลาออกกกำลังเพื่อปรับสภาพร่างกายต่อสภาพอากาศ เตรียมความพร้อมของร่างกายเพื่อจะกลับไปทำงาน ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงป้องกันโรคภัย ไข้เจ็บ ดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้านควรออกมาสูดอากาศนอกบ้านบ้าง ถ้าหากมีเวลาไม่มากนักก็อาจจะเดินบริเวณรอบ ๆ บ้านประมาณ 10-15 นาทีทุกวัน แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

3. เตรียมนมลูก เมื่อถึงเวลาต้องกลับไปทำงานสิ่งสำคัญเลยก็คือคุณแม่ต้องเตรียมสต็อกน้ำนมไว้ให้ลูกอย่างเพียงพอ ซึ่งเครื่องปั๊มนม ถือเป็น ของใช้เด็ก ชิ้นสำคัญที่จะช่วยคุณแม่ในการผลิตสต็อกน้ำนม แล้วมีวิธีการปั๊มนมอย่างไรเพื่อให้รักษาการสร้างน้ำนมไว้ ควรปั๊มกี่ครั้งต่อวันที่นี่มีคำแนะนำค่ะ
• ปั๊มนมก่อนไปทำงาน อาจจะต้องปรับตารางการตื่นนอนกันนิดหน่อย ตื่นให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อสำรองเวลามาปั๊มนมให้ลูกในช่วงเช้า ช่วงเวลา 5-6 โมงเช้าเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่ผลิตน้ำนมได้มากที่สุด เพราะเป็นช่วงหลังจากการพักผ่อน ฮอร์โมนโปรแลคตินทำหน้าที่ผลิตน้ำนมได้มากสุดในเวลานี้
• ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปั๊มนมในแต่ละครั้ง ช่วงเวลาปั๊มนมแต่ละครั้งควรใช้เวลาปั๊มข้างละ 10-15 นาที แต่หากน้ำนมหลั่งออกมาดีให้ปั๊มต่ออีก อย่างน้อยข้างละ 20-30 นาที
• ปั๊มนมทุก ๆ 3 ชั่วโมง ควรกะเวลาปั๊มนมทุก 3 ชั่วโมง เช่น ปั๊มตอน 6 โมงเช้า หาที่ที่สะดวกปั๊มที่ทำงานอีกทีเวลา 9 โมงเช้า นับไปอีกสามชั่วโมง เที่ยง,บ่าย 3 โมง,6 โมงเย็น หากสามารถให้ลูกดูดนมจากเต้าได้ก็ควรให้ลูกดูดจากเต้าจะดีที่สุด อย่าลืมนำนมที่ปั๊มสำรองไว้แช่ตู้เย็นด้วยนะคะ
• ใช้เครื่องปั๊มนมแบบปั๊มคู่ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา ตรวจสอบเต้านมว่ายังมีน้ำนมอยู่หรือไม่ โดยการดูที่น้ำหนักของเต้านม

4.เตรียมพี่เลี้ยง อีกหนึ่งประเด็นเรื่องสำคัญ คือการหาพี่เลี้ยงเด็ก หากบ้านคุณเป็นครอบครัวที่ต้องออกไปทำงานทั้งพ่อและแม่ ไม่มีใครช่วยเลี้ยงลูกเลย คุณแม่ก็ควรรีบมองหาคนมาช่วยเลี้ยงเด็กไว้ค่ะ หากคุณมีญาติพี่น้องที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงควรเลือกไว้เป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากความไว้วางใจและความสบายใจเราเอง แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ คงต้องลองมองหาพี่เลี้ยงจากศูนย์บริบาลที่ไว้ใจได้สักคนหนึ่งไว้เลี้ยงลูกเราตอนไปทำงาน การเลือกพี่เลี้ยงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเขาคือคนที่จะมาอยู่ดูแลลูกแทนเรา เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะพาคุณพ่อ คุณแม่ทั้งหลายมาดูวิธีการเลือกพี่เลี้ยงให้ลูกน้อยกันค่ะ
• ประสบการณ์ ประสบการณ์การเลี้ยงเด็กต้องช่ำชอง อายุงานถือเป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจเลือก
• เป็นคนสะอาด สามารถดูได้ง่าย ๆ จากลักษณะภายนอก เสื้อผ้า การแต่งตัว เพราะความสะอาดบ่งบอกได้ถึงการดูแลตัวเอง หากดูจากภายนอกแล้วเป็นคนไม่รักษาความสะอาดตัวเองคงดูแลเด็กได้ไม่ดีแน่ ๆ ค่ะ
• กิริยามารยาท กิริยา การพูดการจา รวมถึงพฤติกรรมโดยรวมที่แสดงออกมา ต้องเป็นคนมารยาทดี พูดจาดี หากมีพฤติกรรมก้าวร้าว โหวกเหวกโวยวาย ลูกก็จะซึมซับพฤติกรรมนั้นมา เพราะพี่เลี้ยงถือเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกเรามากที่สุด
• ด้านอารมณ์ หากพี่เลี้ยงเป็นคนอารมณ์ร้อน ฉุนเฉียวง่าย คงไม่ดีต่อลูกแน่ ๆ ค่ะ เพราะธรรมชาติของเด็กวัยนี้อาจจะงอแงง่าย ร้องไห้บ่อย ถ้าได้พี่เลี้ยงที่ใจเย็น เข้าใจธรรมชาติของเด็ก คุณพ่อ คุณแม่ก็จะเบาใจได้มากเลยค่ะ
• มีความรู้เรื่องพัฒนาการของเด็ก หากเลือกพี่เลี้ยงที่มีความรู้เรื่องพัฒนาการของเด็กก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยมากเลยทีเดียว เพราะหากลูกได้รับการส่งเสริมได้อย่างเหมาะสมกับวัยในช่วงระหว่างวันก็จะช่วยให้พัฒนาการของเขาดีขึ้น อย่างเช่น ให้เด็กเล่นนอนหงาย ให้เด็กเล่นของเล่นโดยการเอื้อมคว้า ให้เด็กหยิบจับกระดาษ จับลูกบอล หรือสิ่งอื่น ๆ ที่มีผิวสัมผัสต่างกัน อ่านหนังสือให้ฟัง และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก
• ช่างสังเกต เป็นคนช่างสังเกต สังเกตอาการของเด็ก สามารถรายงานพฤติกรรมของเด็กให้คุณแม่ทราบได้ หากเด็กป่วย ไม่สบาย สามารถรักษาได้ทันเวลา
• สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อ

เราอาจจะเคยได้ยินข่าวเรื่องพี่เลี้ยงเด็กที่ไม่ค่อยดีมาบ้างตามสื่อต่าง ๆ ฟังแล้วก็น่าหดหู่ใจ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนยอมให้คนอื่นมาทำร้ายลูกของเรา เพราะฉะนั้นการเลือกพี่เลี้ยงเด็กจึงสำคัญมาก ๆ ต้องดูให้ดี ๆ สัมภาษณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจ้างนะคะ

5.เตรียมผ้าอ้อม เป็น ของใช้เด็ก ที่สำคัญมากค่ะ ให้คุณแม่เตรียม ผ้าอ้อมเด็ก ที่ให้สัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับได้รวดเร็ว ไม่ระคายเคืองต่อผิวลูกน้อย เมื่อลูกไม่สบายจะร้องไห้งอแง ดังนั้นคุณแม่ควรลงทุนเลือกซื้อผ้าอ้อมคุณภาพดีที่จะช่วยให้เขาสบายตัวตลอดวัน เช่น ผ้าอ้อมเด็กฮักกี้ส์ซอฟท์แอนด์สลิม ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีและได้รับความนิยมจากเหล่าคุณแม่ ๆ อีกด้วยค่ะ

แน่นอนว่าชีวิต Working Mom มันไม่สนุกแน่ ๆ ไหนจะเรื่องยุ่งของงานประจำ และต้องแบ่งเวลากลับมาดูลูก หากไม่จัดสรรเวลาให้ดีชีวิตก็อาจจะยุ่งเหยิงได้ค่ะ เพราะฉะนั้นควรแบ่งเวลาให้ชัดเจน เรื่องงาน เรื่องลูก ค่อยๆปรับตัวกันไปนะคะ อีกอย่างหนึ่งที่คุณแม่ต้องระวังก็คือลูกติดพี่เลี้ยงมากกว่าพ่อแม่ เนื่องจากเราไม่มีเวลาอยู่กับลูกน้อย ปล่อยให้พี่เลี้ยงดูแลลูกเราอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นควรจัดสรรเวลามาอยู่กับลูกบ้าง หลังเลิกงาน กลางคืน และวันหยุด หยุดคิดเรื่องงานไว้สักพัก เมื่อถึงบ้านควรโฟกัสที่การเลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียว นอนกับลูก ทำกิจกรรมในวันหยุดกับลูก เพื่อลูกจะได้ใกล้ชิดและผูกพันกับผู้เป็นแม่ได้อย่างแนบแน่นยิ่งขึ้นค่ะ หวังว่าคุณแม่จะนำคำแนะนำของเราไปปรับใช้ สามารถกลับไปทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง เลี้ยงลูกได้ให้มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงสดใส ได้นะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

“ภัยเงียบ” ในกลุ่มเด็กเล็ก
'การเลี้ยงลูก 5/13/2021

รู้จัก 3 โรคฮิต “ภัยเงียบ” ในกลุ่มเด็กเล็กที่พ่อแม่ควรระวัง

ในช่วงที่ลูกยังเป็นทารกหรือเป็นเด็กเล็กนั้น ถือว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย บทความนี้เราจึงได้รวบรวม “โรคฮิต” มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

วัคซีนพื้นฐานที่ควรให้ลูกฉีด
'การเลี้ยงลูก 5/13/2021

ดูแลและปกป้องลูกรัก ด้วยวัคซีนที่ควรให้ลูกฉีด

“วัคซีน”ถือเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในกรณีของทารกหรือเด็กเล็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ

เด็กแรกเกิด 4/27/2019

ลูกน้อยวัย 29 เดือน

กล้ามเนื้อลูกน้อยค่อยๆ พัฒนาและแข็งแรงมากขึ้น ลูกสามารถยกของที่มีน้ำหนักได้มากขึ้น

บทความที่คุณน่าจะชอบ