ไวรัสก่อโรคระบบทางเดินหายใจ (RSV) คืออะไร?

ไวรัสอาร์เอสวี เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในวัยทารกและวัยเด็กที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายมาก ราว ๆ 50% ของเด็กทารกทั้งหมดติดเชื้อจากไวรัสอาร์เอสวีในช่วงขวบปีแรก และเด็ก ๆ เกือบทั้งหมดติดเชื้ออย่างน้อย 1 ครั้งจนมีอายุครบ 2 ขวบค่ะ อาการติดเชื้อของไวรัสอาร์เอสวีคล้ายกับหวัดธรรมดาค่ะ แต่อาจเป็นพาหะนำไปสู่ภาวะหายใจลำบากได้ หากลูกน้อยมีปัญหาเกี่ยวกับปอดอยู่แล้ว

ใครที่มีความเสี่ยงติดเชื้อบ้าง?

ทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กเล็กที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง หรือ โรคหัวใจพิการ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเป็นโรคร้ายแรง และจะต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ในขณะที่ผู้ใหญ่และเด็กทั่วไปสามารถรับมือกับการติดเชื้อของโรคหวัดประเภทนี้ได้ แต่สำหรับเด็กทารกแล้วมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลค่ะ ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือ เด็กที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจและปอด การติดเชื้ออาร์เอสวีอาจทำให้ทารกเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จึงต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดค่ะ

พบเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบ่อยแค่ไหน?

เชื้ออาร์เอสวี โดยปกติจะพบในผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุ แต่ล้วนแล้วเป็นสาเหตุหลักของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็กต่ำกว่าอายุ 5 ปีทั่วโลก ในแต่ละปีมีเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 3 ล้านครั้ง หรือราว ๆ ปีละ 33.8 ล้านราย และมีเด็กเสียชีวิตประมาณ 60,000 – 200,000 คน

เชื้ออาร์เอสวีจะแพร่ระบาดมากที่สุดในช่วงไหน?

ชื้อเอสอาร์วีจะติดต่อโดยการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ โดยไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก หรือ การสัมผัสเชื้อโดยตรง เชื้อตัวนี้จะเริ่มแพร่กระจายในฤดูกาลที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลง อย่างการเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวในประเทศไทย การติดเชื้ออาร์เอสวีมักเกิดในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม – ตุลาคมของทุกปีค่ะ

อาการของเชื้อเอสอาร์วีเป็นอย่างไร?

อาการของเชื้อเอสอาร์วีเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไปแล้วอาการของเชื้ออาร์เอสวีจะเริ่มต้นจากการมีไข้อ่อน ๆ มีน้ำมูก เจ็บคอนืดหน่อย ไอเล็กน้อย หายใจไม่ออกและหูส่วนกลางติดเชื้อ จากนั้นสัญญาณเตือนของโรคก็จะรุนแรงขึ้น หากมีอาการหายใจเสียงหวีด หายใจลำบาก หรือ มีปัญหาในการกิน การดื่ม หรือ การนอนหลับค่ะ

ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทารกที่เป็นโรคหัวใจพิการ ทารกที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง หรือ ทารกที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไวรัสอาร์เอสวีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงกับเด็กทารกกลุ่มนี้ได้ เช่น ปอดบวม หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ

สำหรับผู้ใหญ่ หรือ เด็กโตที่มีสุขภาพดี เชื้ออาร์เอสวีมักจะทำให้พวกเขาเป็นหวัดเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน อาการเหล่านี้จะทำให้พวกเขามีอาการแย่ลง เนื่องจากไวรัสได้แพร่กระจายไปทั่วปอด ซึ่งรวมไปถึงอาการหอบหืด หายใจเร็ว หายใจเสียงหวีดและไออย่างรุนแรงค่ะ นอกจากนี้ไวรัสเอสอาร์วียังก่อให้เกิดหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หรือ โรคปวดบวมจากไวรัสได้อีกด้วย

ไวรัสอาร์เอสวีแพร่กระจายได้อย่างไร?

เชื้ออาร์เอสวีแพร่กระจายได้ง่ายมากจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสทางร่างกาย การไอและการจาม เชื้ออาร์เอสวีสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 30 นาทีบนมือของคนหรืออาจจะนานกว่านั้น และอาศัยอยู่ตามพื้นผิวของสิ่งของได้หลายชั่วโมง เช่น ลูกบิดประตู เนื่องจากเชื้ออาร์เอสวีแพร่กระจายได้ง่ายมาก ดังนั้นการควบคุมการติดเชื้อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันเชื้ออาร์เอสวีได้อย่างไรบ้าง?

การป้องกันเชื้ออาร์เอสวีสำหรับคุณพ่อคุณแม่และลูกมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
• ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนสัมผัส และอุ้มลูกน้อย
• อยู่ให้ห่างจากคนที่เป็นหวัด หรือ มีไข้
• ใช้ทิชชู่เมื่อไอ หรือ จาม และทิ้งทันทีเมื่อใช้เสร็จ
• ให้ลูกน้อยอยู่ห่างจากคนที่มีอาการไอ หรือ เป็นหวัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่เชื้ออาร์เอสวีกำลังแพร่กระจาย หากลูกน้อยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดค่ะ
• ทำความสะอาดของเล่นของลูก ๆ ที่เป็นหวัด เพราะไวรัสจะอาศัยอยู่ตามพื้นผิวของสิ่งของต่าง ๆ อย่างโต๊ะและของเล่นได้หลายชั่วโมง
• พยายามอย่าให้คนอื่นหอมแก้มลูกค่ะ
• อย่าให้ลูกน้อยสัมผัสกับหมอกควันจากบุหรี่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน
• พบแพทย์หากอาการของเชื้อเอสอาร์วียังอยู่

ทำไมทารกที่คลอดก่อนกำหนดถึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมากที่สุด?

ทารกคลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีอย่างรุนแรง และจะต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล ปอดของทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคอาร์เอสวีและภาวะแทรกซ้อนของปอดและหัวใจค่ะ

ทารกที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (เกิดจากข้อบกพร่องทางโครงสร้างและการทำงานของหัวใจตั้งแต่กำเนิด) หรือ โรคปอดเรื้อรังก็มีความเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่โรคเอสอาร์วีอย่างรุนแรง จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือ อาจเป็นอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ในการติดเชื้ออาร์เอสวียังเกี่ยวเนื่องกับทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักน้อย (น้อยกว่า 2,500 กรัม หรือ 2.5 กิโลกรัม) และระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่องของทารกอีกด้วย

ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสัมผัสกับควันบุหรี่ การมีพี่น้องวัยเรียน การฝากลูกไว้เนอสเซอรี่หรือโรงเรียน และการใช้ชีวิตอยู่สภาพแวดล้อมที่แออัด

ถ้าลูกได้รับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี เขาต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับว่าลูกน้อยได้รับผลกระทบจากไวรัสรุนแรงมากแค่ไหนค่ะ เหตุผลหลักที่ทารกต้องเข้าทำการรักษาในโรงพยาบาลคือการเกิดภาวะหายใจลำบากค่ะ หากในเวลานั้นลูกน้อยไม่สามารถหายใจเองได้ จะต้องห้ามให้อาหารเขาเป็นอันขาดค่ะ เพราะผลที่ตามมาคือ เขาจะเกิดสภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเข้ารับการรักษาที่แผนกกุมารเวชศาสตร์ (PICU) ค่ะ เมื่อไวรัสแพร่กระจายสู่ปอดแล้ว เนื้อเยื่อปอดจะอักเสบ พื้นผิวของเยื่อหุ้มทั้งสองจะหยาบตัวขึ้น และไปขัดขวางทางเดินหายใจ ซึ่งจะทำให้ลูกมีอาการหายใจเสียงหวีด และหายใจลำบาก บางกรณีที่ทารกมีอาการที่รุนแรงมาก พวกเขาจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และบางครั้งอาจจะต้องใส่อยู่เป็นวัน ๆ เลยค่ะ

หากลูก ๆ เคยติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีแล้ว พวกเขามีสิทธิ์จะกลับมาติดเชื้อได้อีกหรือไม่?

โชคไม่ดีนักค่ะที่การติดเชื้อจากไวรัสอาร์เอสวีเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถเป็นภูมิคุ้มกันป้องกันเด็ก ๆ ไม่ให้ติดเชื้ออีกได้ ดังนั้นเด็กเล็กสามารถกลับมาเป็นได้อีกเมื่อได้รับเชื้อค่ะ

ผลกระทบระยะยาวจากการติดเชื้อจากไวรัสอาร์เอสวี

มีผลกระทบระยะยาวจากการติดเชื้อจากไวรัสอาร์เอสวีตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่หรือไม่?

ทารกบางคนที่ยังมีเชื้ออาร์เอสวีอยู่จะยังคงมีปัญหาระบบทางเดินหายใจอยู่ตลอดวัยเด็ก เป็นที่คาดกันว่าในเด็กทารกทุกคนที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยโรคนี้ถึง 30% จะยังคงมีอาการหายใจเสียงหวีด และยังคงเกิดขึ้นในอีก 10 ปีต่อมา สำหรับทารกบางคน อาการจากไวรัสอาร์เอสวีอาจพัฒนาไปสู่โรคหอบหืดได้ค่ะ

มีอะไรอีกบ้างที่ฉันสามารถป้องกันไม่ให้ลูกของฉันติดเชื้ออาร์เอสวี?

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการต่อต้านเชื้อไวรัสอาร์เอสวีโดยตรงค่ะ แต่ทางแพทย์จะใช้วิธีการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาแก้ไอละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาลดไข้ หรือพ่นยา ตามแต่อาการของลูกน้อย ซึ่งมีผลให้เด็ก ๆ มีอาการดีขึ้น แต่ถ้าลูกน้อยมีอาการเหนื่อย หรือ หายใจไม่ค่อยดี อาจจะรักษาด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือด ให้ยาพ่นขยายหลอดลม เคาะปอด ดูดเสมหะ รวมถึงการให้ออกซิเจน และอาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจหากลูกน้อยไม่สามารถหายใจได้เองค่ะ

นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันลูกได้ง่าย ๆ เริ่มต้นจากการสร้างสุขอนามัยในครอบครัว เช่น การหมั่นล้างมือที่ช่วยลดการติดเชื้อทางร่างกายได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงทำความสะอาดของใช้รอบตัว รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ควรอยู่ในสถานที่แออัดค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถสอบถามและปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการรักษาค่ะ

คุณพ่อคุณแม่สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและแนวทางการเลี้ยงดูลูกคลอดก่อนกำหนดได้ที่ พ่อแม่ของทารกคลอดก่อนกำหนด และพัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด รวมถึงในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

การเลี้ยงลูกแฝดด้วยนมแม่
พัฒนาการลูกน้อย 8/27/2020

การเลี้ยงลูกแฝดด้วยนมแม่

มีคุณแม่ท้องแฝดมากมายเป็นกังวลกับความสามารถใน การให้นมลูก หลังคลอด ซึ่งความกังวลทั่วไปนั้นเกี่ยวกับความสามารถในการผลิตน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของลูก และการจัดการกับการให้นมลูกทั้งสองคนในเวลาเดียวกัน แม้ว่ากลไกการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับลูกสองคนหรือคนเดียวจะเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงการจัดการการให้นมลูกทั้งสองคนถือเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อยเลยค่ะ

การบริหารร่างกายหลังคลอด
พัฒนาการลูกน้อย 8/25/2020

การบริหารร่างกายหลังคลอด

สิ่งสุดท้ายที่คุณแม่จะนึกถึงหลังคลอดนั่นก็คือการออกกำลังกายค่ะ คุณแม่ต้องพบเจออะไรมากมายในแต่ละสัปดาห์หลังคลอด มาดูวิธีบริหารร่างกายสำหรับคุณแม่กันค่ะ

การกวาดปากมดลูก
เตรียมเป็นแม่ 8/21/2020

การกวาดปากมดลูก

การกวาดปากมดลูกเป็นหนึ่งในวิธีเฉพาะทางที่ถูกใช้สำหรับการตั้งครรภ์และ การคลอดลูก เป็นทางเดียวที่ช่วยเร่งคลอดเบากว่าวิธีอื่นๆ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ