ครบ 1 ปี พัฒนาการลูกรักดี..ไม่มีอุปสรรค

พญ. สินดี จำเริญนุสิต
กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก
โรงพยาบาลเวชธานี

ดังนั้นเด็กที่แอคทีฟ เราควรใช้วิธีให้เล่นอย่างอิสระในบริเวณที่เราจัดความปลอดภัยแล้ว โดยตัวอย่างกิจกรรมที่เหมาะกับลูกวัยนี้ คือ การให้เขาได้พบเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว มีประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การเล่นนอกบ้าน ได้มองเห็นชื่นชมธรรมชาติ ได้ยินเสียงลมพัด เท้าได้สัมผัสเหยียบพื้นหญ้าหรือพื้นทรายบ้าง ได้ดมกลิ่นดอกไม้ ได้ล้มลุกคลุกคลาน ชี้ชวนลูกดูสิ่งรอบตัว และเราก็สามารถส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาโดยพูดคุยกับลูก สอนลูกว่าตนเองชื่ออะไร คนในบ้านมีใครบ้าง สิ่งที่ลูกเห็นคืออะไร เพื่อให้ลูกเก็บข้อมูลหรือพูดตามได้

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือหากออกไปข้างนอก ควรแต่งกายให้ลูกมิดชิด แต่ก็ต้องเคลื่อนไหวได้คล่องตัวด้วย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคกับพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว เช่น สวมใส่ผ้าอ้อมที่ซึมซับดี ฟิตกระชับพอดีตัว ไม่ควรเป็นผ้าอ้อมที่หลวม หนา หรือใหญ่เทอะทะ เพราะจะทำให้ลูกรำคาญ เคลื่อนไหวลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวและการเรียนรู้ ทำให้ลูกเล่นหรือเรียนรู้อะไรไม่ได้เต็มที่ ทั้งยังควรเป็นผ้าอ้อมที่สวมและถอดง่าย เช่น ผ้าอ้อมแบบกางเกง เพราะลูกวัยนี้จะไม่อยู่นิ่งให้เราเปลี่ยนได้นานๆ และเมื่อกลับจากเล่นนอกบ้านก็ต้องทำความสะอาดร่างกายเพื่อไม่ให้ลูกติดเชื้อได้ง่ายๆ กลางคืนก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย ใส่ผ้าอ้อมที่ซึมซับดี พอดีตัวเพื่อให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่นพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างดีในทุกวันค่ะ

เมื่อลูกรักเข้าสู่ช่วงวัย 1 ปี พัฒนาการด้านร่างกายของลูกจะพัฒนารุดหน้าไปหลายด้านลูกรักสามารถทรงตัวยืนเองและเดินไปเล่นหรือสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวได้เอง สามารถหยิบจับเปิดแกะสิ่งต่างๆรอบตัวทุกอย่างช่างดูใหม่และน่าค้นหาเหลือเกิน โดยลูกรักจะเรียนรู้โลกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้มากเพราะเขารู้ว่าตนเองเป็นอิสระจากสิ่งแวดล้อมและเดินแยกออกห่างจากพ่อแม่ได้ ดังนั้นลูกจึงอาจเจอทั้งเรื่องที่สนุกและเรื่องที่เป็นอันตรายได้ด้วยบทบาทของคุณพ่อคุณแม่ในการพัฒนาลูกวัยนี้จึงเปลี่ยนไป โดยควรต้องส่งเสริมลูกให้มีอิสระในการเล่นและเคลื่อนไหวเป็นสำคัญคือให้ลูกได้มีอิสระที่จะเลือกของเล่นเลือกว่าเล่นอะไรเล่นแบบไหน ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะป้องกันระวังภัยรอบตัวให้ลูกด้วย 

ซึ่งลูกรักแต่ละคนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานอารมณ์ของเขา โดยคุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของลูกไปด้วย เช่น หากลูกกลัวหรือกังวลเราก็ไม่จำเป็นต้องกดดันให้ลูกเดินเองหรือปล่อยมือลูกให้เดินเองทันทีทันใด แต่อาจต้องใช้เทคนิคค่อยๆให้กำลังใจ ลูกได้แค่ไหนแค่นั้น พรุ่งนี้ค่อยเริ่มกันใหม่ส่วนลูกที่ใจกล้าหรือซนมากก็ต้องดูแลไม่ปล่อยให้เล่นมากจนอาจเกิดอุบัติเหตุ หรือห้ามมากจนลูกอารมณ์หงุดหงิด

ดังนั้นเด็กที่แอคทีฟเราควรใช้วิธีให้เล่นอย่างอิสระในบริเวณที่เราจัดความปลอดภัยแล้ว โดยตัวอย่างกิจกรรมที่เหมาะกับลูกวัยนี้ คือ การให้เขาได้พบเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว มีประสบการณ์ชีวิตผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การเล่นนอกบ้าน ได้มองเห็นชื่นชมธรรมชาติ ได้ยินเสียงลมพัด เท้าได้สัมผัสเหยียบพื้นหญ้าหรือพื้นทรายบ้าง ได้ดมกลิ่นดอกไม้ ได้ล้มลุกคลุกคลาน ชี้ชวนลูกดูสิ่งรอบตัว และเราก็สามารถส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาโดยพูดคุยกับลูก สอนลูกว่าตนเองชื่ออะไร คนในบ้านมีใครบ้างสิ่งที่ลูกเห็นคืออะไร เพื่อให้ลูกเก็บข้อมูลหรือพูดตามได้ 

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือหากออกไปข้างนอก ควรแต่งกายให้ลูกมิดชิด แต่ก็ต้องเคลื่อนไหวได้คล่องตัวด้วย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคกับพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว เช่น สวมใส่ผ้าอ้อมที่ซึมซับดี ฟิตกระชับพอดีตัว ไม่ควรเป็นผ้าอ้อมที่หลวม หนา หรือใหญ่เทอะทะ เพราะจะทำให้ลูกรำคาญเคลื่อนไหวลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวและการเรียนรู้ ทำให้ลูกเล่นหรือเรียนรู้อะไรไม่ได้เต็มที่ทั้งยังควรเป็นผ้าอ้อมที่สวมและถอดง่าย เช่น ผ้าอ้อมแบบกางเกง เพราะลูกวัยนี้จะไม่อยู่นิ่งให้เราเปลี่ยนได้นานๆและเมื่อกลับจากเล่นนอกบ้านก็ต้องทำความสะอาดร่างกายเพื่อไม่ให้ลูกติดเชื้อได้ง่ายๆ กลางคืนก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย ใส่ผ้าอ้อมที่ซึมซับดี พอดีตัวเพื่อให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่นพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างดีในทุกวันค่ะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

พัฒนาการลูกน้อย 4/27/2019

ขยับตามจังหวะดนตรี ได้มากกว่าการเคลื่อนไหว

อาจารย์แพทย์หญิงดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว

พัฒนาการลูกน้อย 4/27/2019

ลูกน้อยวัย 4 เดือน

เมื่อครบสี่เดือน ทารกจะเริ่มมีบุคลิกเฉพาะ มีความเป็นตัวของตัวเองให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น

พัฒนาการลูกน้อย 5/2/2019

ตู้อบทารก เพิ่มโอกาสรอดชีวิตเด็กคลอดก่อนกำหนด

เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมเด็กบางคนพอคลอดปุ๊บ ถูกจับแยกออกจากอ้อมอกแม่ ไปนอนอยู่ในตู้อบทารกอย่างโดดเดี่ยว เจ้าหนูน้อยผู้น่าสงสารจะรู้สึกเจ็บปวด และว้าเหว่ขนาดไหนนะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ