พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด

พัฒนาการของทารกคลอดก่อนกำหนด

ทารกที่คลอดก่อนกำหนด คือ ทารกที่คลอดก่อนมีอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ โดยปกติของมนุษย์เรา คุณแม่จะต้องมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 38-42 สัปดาห์ค่ะ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดเราเรียกอีกชื่อหนึ่งกันว่า พรีมมี่ (Preemie) ที่ย่อมาจาก Premature Baby นั่นเอง

ตามหลักการแล้วทารกจะอยู่ในมดลูกจนกว่าจะโตเต็มที่ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้การตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวังเสมอไป ทุกวันทุกสัปดาห์ทารกน้อยจะเจริญเติบโตในมดลูกของคุณแม่ ทำให้ขนาดลำตัว การเจริญเติบโตและพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามวันและเวลา แต่สำหรับลูกน้อยที่คลอดก่อนกำหนดแล้ว เราอาจจะไม่ได้เห็นการเจริญเติบโตของเขาที่ชัดเจนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ จึงทำให้เราต้องใส่ใจดูแลเขามากเป็นพิเศษค่ะ

เมื่อลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลกก่อนกำหนด อาจก่อเกิดปัญหาทางสุขภาพและพัฒนาการของพวกเขาที่เราต้องคอยจัดการกันอย่างระมัดระวังในทุกขั้นตอน คุณแม่จะต้องจำไว้ว่า เด็กทารกแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เด็กบางคนอาจมีระยะเวลาการตั้งครรภ์เท่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีภาวะแทรกซ้อนเหมือนกันค่ะ เช่นเดียวกับกรณีของทารกที่มีอายุครรภ์ครบตามกำหนดที่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า ทารกน้อยจะออกมามีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์หลังคลอด เพราะสภาวะการตั้งครรภ์ คุณแม่และลูกน้อยทุกคนล้วนมีความแตกต่างกันค่ะ

ยิ่งลูกน้อยคลอดก่อนกำหนดเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะมีปัญหาด้านสุขภาพและพัฒนาการมากขึ้นเท่านั้น เราจึงต้องเฝ้าระวังตั้งแต่เนิ่นๆ และดูแลครรภ์ก่อนถึงเวลาคลอดให้ดีที่สุด การเฝ้าระวังการคลอดก่อนกำหนดเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีความเสี่ยงสูงค่ะ

อายุของทารกคลอดก่อนกำหนด

• อายุครรภ์ของทารกที่น้อยที่สุดจะคลอดก่อนกำหนดมีอายุครบ 26 สัปดาห์
• อายุครรภ์ของทารกที่มีระดับปานกลางจะคลอดก่อนกำหนดระหว่าง 32-35 สัปดาห์
• อายุครรภ์ของทารกที่นานที่สุดจะคลอดก่อนกำหนดระหว่าง 35-37 สัปดาห์

ปัญหาของการคลอดก่อนกำหนด

• ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักน้อย เด็กทารกทั่วไปมีน้ำหนัก 3,500 กรัม หรือ 3.5 กิโลกรัม
• มีภาวะหายใจลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่คลอดก่อนมีอายุครบ 28 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอาการของทารกที่คลอดก่อนกำหนดที่จะมีสภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ หรือ การหยุดหายใจในระยะสั้น ๆ
• มีภาวะหัวใจเต้นช้า หรือ อัตราการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง ซึ่งสามารถให้ยาได้เพื่อช่วยการเต้นของหัวใจ และ มีรูปแบบการหายใจทำงานได้เป็นปกติ
• โรคดีซ่าน เนื่องจากตับยังเติบโตไม่เต็มที่
• โรคโลหิตจาง
• ระดับแคลเซียมและกลูโคสในเลือดต่ำ
• อวัยวะหรือระบบต่างๆ ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์
• ให้อาหารลำบาก และมีปัญหาในการย่อยอาหาร
• รับนมแม่ได้ช้ากว่าทารกทั่วไป
• พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน
• มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ และมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ
• ควบคุมอุณหภูมิร่างกายของตัวเองได้ยาก
• สมองพิการ
• มีปัญหาด้านการมองเห็นและการได้ยิน
• มีความบกพร่องทางสติปัญญาและมีปัญหาด้านการเรียนรู้
• การคลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงที่ลูกน้อยจะมีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมตลอดวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น
• ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับความผูกพันทางอารมณ์และความรัก
• บางครั้งทารกที่คลอดก่อนกำหนดก็เสียชีวิตก่อน เพราะพวกเขายังเจริญเติบโตไม่เต็มที่พอจะมีชีวิตรอดได้

ปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในระยะยาว

• การติดเชื้อทางเดินหายใจ
• มีแนวโน้มจะเป็นโรคหอบหืด
• มีโอกาสที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง
• มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคการเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก (SIDS)

สาเหตุการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด

การคลอดก่อนกำหนดไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดค่ะ ในงานวิจัยบางชิ้นก็อ้างว่า โรคอ้วนทั้งก่อนและระหว่างคลอดของคุณแม่เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราทารกที่คลอดก่อนกำหนดเพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่าน ๆ มา อีกทั้งเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ลูกหลายคน และคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมาก ทั้งสองปัจจัยนี้มีผลให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดเพิ่มมากขึ้น คุณแม่บางคนก็มีการเจ็บครรภ์คลอดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และแม้ว่าจะทำการรักษาเพื่อยับยั้งการคลอดก่อนกำหนดแล้วก็ไม่สามารถหยุด และยับยั้งการเจ็บครรภ์คลอดไว้ได้ค่ะ

สภาวะสุขภาพบางอย่างของคุณแม่อาจทำให้มดลูกเกิดความเสี่ยงบางอย่าง จึงมีผลให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาให้ทารกต้องคลอดก่อนกำหนด เพื่อความปลอดภัยของทารกมากกว่าที่จะอยู่ในมดลูกต่อไปค่ะ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่คุณแม่จะมีความปลอดภัยในการคลอดลูกก่อนกำหนดมากกว่าการคลอดตามแผนที่วางไว้ค่ะ ในกรณีเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องพิจารณาให้ดีในการเลือกประโยชน์ด้านสุขภาพของทารกในครรภ์กับการคลอดก่อนกำหนดที่จะต้องเกิดขึ้น

คลอดลูกแบบธรรมชาติ


คุณแม่จะได้คลอดลูกแบบธรรมชาติอยู่หรือไม่


คำตอบคือทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีโอกาสที่จะคลอดออกมาได้ทั้งทางช่องคลอดและการผ่าคลอดค่ะ หากคุณแม่มีอาการน้ำเดินก่อนกำหนด หรือ ถุงน้ำคร่ำแตกและไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ คุณแม่ก็สามารถคลอดลูกได้ทางช่องคลอดค่ะ แต่ถ้าหากมีข้อกังวลว่า การคลอดทางช่องคลอดอาจทำให้ทารกเกิดความเครียด และบาดเจ็บ เนื่องจากความรุนแรงของภาวะคลอดกำหนด จึงจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำลูกน้อยออกมาค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

• คุณแม่เคยผ่านการคลอดก่อนกำหนดมาก่อน
• คุณแม่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
• คุณแม่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (PIH)
• คุณแม่ตั้งครรภ์ลูกแฝด แฝด 3 หรือมากกว่านั้น
• คุณแม่ผ่านการมีลูกมาแล้วมากกว่า 4 คนหรือมากกว่านั้น
• คุณแม่มีการบาดเจ็บ
• คุณแม่มีภาวะรกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนดหรือรกเสื่อม
• คุณแม่เป็นโรคอ้วน
• มดลูก หรือ ปากมดลูกมีความผิดปกติ
• คุณแม่มีอาการเจ็บป่วยฉับพลัน
• เกิดอาการน้ำเดินก่อนกำหนด

กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน

อาการกลุ่มนี้พบบ่อยในทารกที่คลอดก่อนกำหนดที่มีผลมาจากปอดที่เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ยิ่งทารกคลอดก่อนกำหนดเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็สุ่มเสี่ยงที่จะมีภาวะหายใจลำบากเฉียบพลันมากขึ้นเท่านั้น ภาวะนี้เกิดจากสารที่เรียกว่า สารลดแรงตึงผิวจะเริ่มถูกผลิตหลังการตั้งครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ ดังนั้นทารกที่คลอดก่อนมีอายุครบ 28 สัปดาห์จึงมีภาวะการหายใจลำบากค่ะ เนื่องจากสารลดแรงตึงผิวจะช่วยให้ถุงลมเล็ก ๆ ของทารกเปิดรับอากาศเข้ามาหายใจและถ้าหากปอดของทารกรับอากาศไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถทำให้ช่องทางเดินหายใจทำการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ได้ค่ะ นอกจากนี้โรคอาการหายใจลำบากเฉียบพลันยังมีอากาศพัฒนาไปสู่โรคหอบหืดในทารกได้ในปีแรก ๆ ค่ะ

โอกาสมีชีวิตรอด ทารกคลอดก่อนกำหนด

โอกาสมีชีวิตรอดของทารกคลอดก่อนกำหนด

โอกาสที่ทารกจะมีชีวิตรอดขึ้นอยู่กับอายุครรภ์และน้ำหนักแรกเกิดค่ะ สำหรับทารกที่คลอดเมื่อมีอายุ 24 สัปดาห์จะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 58 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีอายุประมาณ 28-30 สัปดาห์ อัตราการรอดชีวิตก็จะสูงขึ้นถึง 98 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น

ศูนย์ทารกแรกเกิดวิกฤตจะอยู่ในแผนกโรงพยาบาลสำหรับคลอดบุตร การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ การให้ความอบอุ่นลูกน้อยด้วยการพักลูกอยู่ในตู้อบเป็นสิ่งที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ อีกยังจะต้องให้ของเหลวและยาปฏิชีวนะทางเส้นหลอดเลือดดำยามจำเป็นค่ะ

เมื่อลูกน้อยยังเจริญเติบโตไม่พอที่จะหายใจได้เอง พวกเขาจึงต้องทำให้ใส่ท่อเข้าไปทางปาก หรือ จมูกลงไปยังหลอดลม (ท่อลม) และใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อให้ทารกหายใจนำออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้เป็นปกติค่ะ อีกทั้งพวกเขายังต้องติดเครื่องวัดชีพจรและตรวจสอบอุณหภูมิ รวมถึงการเจาะน้ำเกลือที่แขน หรือ ผ่านสะดือค่ะ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะแจ้งเตือนกับทางโรงพยาบาล หากสภาพร่างกายของทารกมีการเปลี่ยนแปลงโดยทันทีค่ะ

ทารกบางคนจะต้องอยู่ในห้องดูแลพิเศษ หรือ ในห้องทารกวิกฤตแรกเกิดเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ถ้าในกรณีทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจจะต้องอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือนค่ะ ด้วยการดูแลที่ดีก็สามารถเพิ่มโอกาสให้ลูกน้อยที่คลอดก่อนกำหนดมีชีวิตและสุขภาพที่ดีได้ค่ะ การตรวจพบ และการจัดการกับลูกน้อยที่มีพัฒนาการล่าช้าตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้อยและครอบครัวดีขึ้นได้

หน่วยทารกแรกเกิดในแต่ละที่มีการติดตามผล และกระบวนการประเมินพัฒนาการและสุขภาพเด็กในโรงพยาบาล ซึ่งขึ้นอยู่สภาพของทารกที่คลอดก่อนกำหนดในแต่ละคน การตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานจะเริ่มสามารถตรวจได้ในวัยเด็ก โดยทีมแพทย์ที่ดูแลเด็ก ๆ จะประกอบไปด้วยกุมารแพทย์ นักประสาทวิทยา พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด อรรถบำบัดและนักโภชนาการล้วนมีส่วนร่วมในการดูแลเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดค่ะ

หากคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่า พ่อแม่ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด ควรปฏิบัติอย่างไร? สามารถคลิกไปอ่านข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

กรดโฟลิกสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์สำคัญอย่างไร?
พัฒนาการลูกน้อย 8/25/2020

กรดโฟลิกสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์สำคัญอย่างไร?

ในระหว่างตั้งครรภ์ก็มีสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต้องเสริมเพิ่มเติมให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยมากเป็นพิเศษ ได้แก่ ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, ไอโอดีน รวมถึง กรดโฟลิก

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดหน้าอกช่วงตั้งครรภ์
พัฒนาการลูกน้อย 8/25/2020

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดหน้าอกช่วงตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงของเต้านมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ได้ค่ะ เริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่จะเห็นได้ว่าหน้าอกเปลี่ยนแปลงจากเดิมหลายอย่าง

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
พัฒนาการลูกน้อย 5/14/2020

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

คุณแม่อาจต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนเพิ่มเติมหลังคลอด ซึ่งช่วยให้คุณแม่รู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เรามีคำแนะนำ ให้คุณแม่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความที่คุณน่าจะชอบ