การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติของผู้หญิงที่มีสุขภาพดีส่วนใหญ่ หากมีภาวะแทรกซ้อนก็เพียงเล็กน้อย เมื่อคุณแม่ตั้งท้องร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จึงต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการตั้งครรภ์เพื่อให้รับมือได้ดีขึ้น ซึ่งคุณแม่แต่ละท่านก็จะพบกับความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันนะคะ หากเป็นการตั้งครรภ์ท้องแรก คุณแม่จะรู้สึกตื่นเต้น คาดเดาไม่ถูกว่าจะต้องเจอกับประสบการณ์อะไรบ้าง และคอยสังเกตร่างกายตัวเองอยู่ตลอดเวลา เช่น หน้าท้องขยายใหญ่ และยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ อีกมากมายเป็นเรื่องปกติค่ะ

เมื่อไรที่ควรวิตกกังวล?

เมื่อไรที่ควรวิตกกังวล?

อาการผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ เป็นเรื่องยากที่จะสังเกตเห็นได้ อาการบางอย่างเห็นได้ชัดเลยว่าเกิดความผิดปกติ เช่น มีเลือดออก ปวดท้องหรือลูกดิ้นน้อยลง แต่การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะสังเกตได้ยากกว่ารูปธรรมก็มีนะคะ เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้นผิดปกติ หรือระดับโปรตีนในปัสสาวะสูง ซึ่งอาการผิดปกติดังกล่าวนี้คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรจะต้องพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์และนัดตรวจความผิดปกติเป็นระยะๆก่อนถึงเวลาคลอดค่ะ เพราะหากคุณแม่มีข้อสงสัยในช่วงฝากครรภ์ก็สามารถปรึกษาและสอบถามแพทย์ให้คลายความเครียดและความวิตกกังวล อุ้มท้องอย่างสบายใจหายห่วง ทำให้คุณแม่มีความสุขกับช่วงเวลาตั้งครรภ์ 9 เดือนมากขึ้น เพราะแพทย์จะช่วยอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลการตั้งครรภ์และคอยให้กำลังใจคุณแม่เป็นระยะค่ะ

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่

ในช่วงแรกเริ่มตั้งครรภ์โดยส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังจากที่ไข่กับสเปิร์มผสมกัน เกิดเป็นตัวอ่อนที่เรียกว่าไซโกต (Zygote) เคลื่อนตัวจากท่อนำไข่ไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งเหมาะสมที่จะทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตและอยู่รอดต่อไปได้มากที่สุด นับจากนั้นจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณแม่ค่ะ

ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายตามธรรมชาติเพื่อบำรุงไข่ที่ปฏิสนธิกับสเปิร์มแล้วจนกว่าจะพัฒนาเติบโตอย่างเต็มที่ หมายความว่าคุณแม่ต้องปรับตัวและเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างเพื่อลูกในท้อง ตลอดช่วงเวลาตั้งครรภ์ร่างกายเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง คุณแม่อาจจะไม่สะดวกสบายตัวนัก ท้องใหญ่เคลื่อนไหวลำบาก การย่อยอาหารและการเผาผลาญอาหารจะเปลี่ยนไปเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ค่ะ คุณแม่สามารถอ่านพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ในแต่ละสัปดาห์แต่ละไตรมาสได้ที่ การตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก การตั้งครรภ์ในไตรมาสสอง และการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 3

เสริมกรดโฟลิกให้เพียงพอ

ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์เป็นเวลาสำคัญ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงสารพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของเด็กทารก และควรรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิกอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์และหลังจากตั้งครรภ์ไปจนครบ 3 เดือนหรือครบการตั้งครรภ์ไตรมาสแรกนั่นเอง

กรดโฟลิกเป็นสารอาหารสำคัญที่ต้องได้รับในปริมาณที่เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงภาวะหลอดประสาทไม่เชื่อมติดกัน ซึ่งทำให้เด็กที่เกิดมาพิการ หรือเสี่ยงเสียชีวิตตั้งแต่แรกนะคะ คุณแม่สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมได้ที่บทความ การวางแผนเมนูอาหารสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในช่วงแรก

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในช่วงแรก

หลังจากประจำเดือนรอบก่อนหมดลง ถ้าคุณผู้หญิงมีรอบเดือนปกติทุก 28 วัน มีแนวโน้มที่จะไข่ตกประมาณวันที่ 14 โดยนับจากวันแรกของประจำเดือนรอบล่าสุด การปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์มจะเกิดภายใน 1-2 วันหลังจากมีการตกไข่ อาจมีเลือดมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อยประมาณ 5-10 วันหลังการปฏิสนธิ ซึ่งเป็นเลือดที่ออกจากการฝังตัวของตัวอ่อนระยะไซโกตเข้าไปในผนังมดลูกทำให้มีการทำลายหลอดเลือดบางส่วน จึงมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อยเป็นจุดจาง ๆ ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนไม่ถึง 50% นะคะที่มีเลือดออกในระยะการฝังตัวของไซโกต ดังนั้นถ้าไม่มีเลือดออกก็ถือเป็นเรื่องปกติเช่นกัน ไม่ต้องกังวลใจกันค่ะ
• การเปลี่ยนแปลงของเต้านมและหัวนม มีความไวต่อสัมผัสเพิ่มขึ้น เต้านมขยายใหญ่ หัวนมดำคล้ำและมีความรู้สึกหน่วง ๆ บริเวณอุ้งเชิงกราน ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ
• รู้สึกว่ามีรสชาติแปลก ๆ ในปาก เหมือนรสโลหะ ผู้หญิงหลายคนรู้สึกตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติทั้งเรื่องกลิ่นและรสที่แปลกไป ทำให้รู้ได้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์
• ปัสสาวะบ่อยขึ้น กลั้นปัสสาวะได้ไม่นานเหมือนอย่างเคย
• อ่อนเพลียเหนื่อยล้า โดยเฉพาะในช่วงเย็นของแต่ละวัน
• คลื่นไส้พะอืดพะอม แม้จะเป็นอาหารที่เคยรับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะกลิ่นที่จะมีปฏิกิริยารุนแรง ทนกลิ่นอาหารบางอย่างไม่ได้ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ดิบ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ปลาและไข่ จะมีอาการแพ้มากกว่าอาหารประเภทอื่น โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกที่ตั้งครรภ์
• เป็นสิว เส้นเลือดดำเห็นชัดขึ้นตามใบหน้าและหน้าอก เนื่องจากหลอดเลือดขยายตัว

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายช่วงเวลาถัดไป

หน้าท้องของคุณแม่เริ่มขยายใหญ่กว่าระยะ ตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ เนื่องจากมดลูกขยายเริ่มยกตัวขึ้นสูงเหนืออุ้งเชิงกรานและเบียดขึ้นมาด้านบน เต้านมขยายใหญ่ ฐานหัวนมมีสีเข้มขึ้นและมีสิวไขมันเม็ดเล็ก ๆ ซึ่งปรากฏขึ้น หลังจากคลอดลูกแล้วจะค่อย ๆ หายไป ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 คุณแม่อาจสังเกตว่ามีน้ำนมเหลืองไหลออกมา เรียกว่าคอลอสตรัม คุณแม่บางรายมีน้ำนมชนิดนี้ไหลออกมาเป็นครั้งคราวตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์ เพราะการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นช่วงเวลาใกล้คลอดเตรียมพร้อมสำหรับให้นมลูกตามธรรมชาติค่ะ Image3

ระหว่างตั้งครรภ์น้ำหนักตัวจะเพิ่มมากขึ้น คุณแม่สุขภาพดีโดยทั่วไปมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-12 กิโลกรัมในระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงไตรมาสแรกหรือเดือนที่ 1-3 น้ำหนักจะเพิ่มน้อยมาก หลังจากนั้นน้ำหนักจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และเพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3

คุณแม่เริ่มสังเกตว่าเด็กดิ้นในท้องนะคะ สามารถรู้สึกและมองเห็นได้เลยค่ะ เป็นครั้งแรกที่แม่จะรู้สึกว่าลูกเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วประมาณช่วง ตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์ ถ้าคุณแม่เคยมีลูกมาก่อน จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรระวัง ช่วงนี้แม่ท้องจะหายใจลำบาก มีอาการหายใจตื้นและถี่ขึ้น เนื่องจากมดลูกขยายตัวเบียดพื้นที่ปอดและกระบังลมทำให้ปอดขยายไม่เต็มที่

ก่อน ตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ ปริมาณเลือดที่หัวใจสูบฉีดทุกนาทีจะเพิ่มมากกว่าปกติประมาณ 40% และเมื่อใกล้กำหนดคลอดปริมาณการสูบฉีดเลือดจะเพิ่มขึ้นราว 50% ทั้งหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดของคุณแม่ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทารกมากพอระหว่างตั้งครรภ์ จึงเป็นธรรมดาที่คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยง่ายเป็นบางครั้งค่ะ

นับจากช่วงตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ จะเป็นช่วงใกล้กำหนดคลอด คุณแม่จะรู้สึกหายใจโล่งขึ้นเนื่องจากตัวทารกขยับลงไปอยู่ในอุ้งเชิงกราน เรียกว่าอาการท้องลด เพื่อเตรียมพร้อมจะคลอดแล้วค่ะ หากท้องนี้เป็นท้องแรกคุณแม่จะรู้สึกว่าท้องลดเร็วกว่าผู้หญิงที่เคยมีลูกมาก่อน

หลายปัญหาที่คุณแม่ต้องพบเจอระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ อาการเส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร ท้องลาย อาหารไม่ย่อย แสบร้อนในช่วงอกหรือกรดไหลย้อน ท้องอืดแน่นท้อง ท้องผูก และเท้าบวม เป็นสิ่งที่เกิดได้กับหญิงตั้งครรภ์ทุกคน ถือเป็นความเจ็บป่วยเล็กน้อยซึ่งคุ้มค่าเมื่อแลกกับการมาของเจ้าตัวเล็กที่รอคอยและจะได้อุ้มไว้ในอ้อมกอดนะคะ

การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และฮอร์โมน

ในระหว่างตั้งครรภ์การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนมีอิทธิพลต่อคุณแม่มากทีเดียวค่ะ ไม่เพียงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเพื่อให้ทารกได้เติบโตมากที่สุดเท่านั้นนะคะ แต่ยังส่งผลทางอารมณ์ทำให้อารมณ์แปรปรวนด้วย บางครั้งคุณแม่อาจรู้สึกซึมเศร้า กังวลกับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย แต่ภาวะอารมณ์แปรปรวนไม่คงที่ของคุณแม่จะค่อย ๆ อารมณ์ดีขึ้นและค่อนข้างปกติหลังจากคลอดลูกน้อยแล้วค่ะ

สุขภาพทางอารมณ์

การตั้งครรภ์เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ในคราวเดียวกัน ประสบการณ์ใหม่ที่ถาโถมเข้ามาบางครั้งทำให้คุณแม่รู้สึกหนักใจเล็กน้อย จึงเป็นธรรมดาที่หญิงตั้งครรภ์จะเกิดความเครียด ส่วนจะเครียดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่แต่ละพบเจอ

วิธีการลดระดับความเครียดทำได้ดังนี้
• เข้าใจความคาดหวังของตัวเอง
• หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือการใช้ยาเสพติด
• แก้ปัญหาความสัมพันธ์ที่อาจเกิดความไม่แน่นอนหรือมีความเครียดเพิ่มขึ้น
• ดูแลตัวเอง ใช้เวลาทำสิ่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหายเครียด

สุขภาพจิต

ความเครียดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ หากคุณแม่เริ่มเครียดและรู้สึกว่ายากที่จะรับมือในแต่ละวัน อาจเป็นสัญญาณของความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า หญิงตั้งครรภ์มีแนวโน้มเกิดปัญหาสุขภาพจิตและภาวะอารมณ์แปรปรวนในระหว่างตั้งครรภ์ และประมาณ 1 ปีหลังจากคลอดลูกแล้วหรือเรียกอีกอย่างว่า อาการวิตกกังวลหลังคลอด ซึ่งจะมีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ อาจมีภาวะซึมเศร้า และถ้ายิ่งคุณแม่มีปัญหาสุขภาพจิตมาก่อนตั้งครรภ์ หรือประวัติครอบครัวมีโรคอารมณ์แปรปรวน เป็นไปได้มากที่จะมีปัญหาทางจิต ควรพูดคุยถึงปัญหากับแพทย์เกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วยของตนเองเพื่อที่จะใช้ยาที่ปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์ด้วยนะคะ

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเริ่มต้นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือแต่เนิ่น ๆ ยิ่งปรึกษาแพทย์เร็วเท่าไรยิ่งควบคุมสภาวะอารมณ์และจิตใจได้เร็วขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ภาวะเครียดของคุณแม่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกในท้องและเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงลูกน้อยได้ดีที่สุด

สูญเสียการควบคุมตัวเอง

หากคุณแม่เป็นคนควบคุมดูแลรูปร่างตัวเองอย่างดีมาก่อน ในช่วงตั้งครรภ์สภาพร่างกายและรูปร่างที่ใหญ่ขึ้นดูเทอะทะส่งผลต่อสภาพจิตใจทำให้สูญเสียความมั่นใจไปมาก หลายคนกังวลมากที่รูปร่างเสียทรง ดูไม่ดีเหมือนเคย แนะนำให้หาตัวช่วยด้วยการเลือกเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ให้ดูดีและควบคุมน้ำหนักให้พอดีตามเกณฑ์ ดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรง หากตั้งครรภ์แล้วไม่สบายใจจะยิ่งทำให้รู้สึกแย่ลง การมองโลกในแง่ดีและมีอารมณ์ขันจะส่งผลดีต่อคุณแม่และลูกในท้องนะคะ

ความวิตกกังวล

คุณแม่รู้สึกวิตกกังวลบ่อย ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ มีเรื่องให้ต้องกังวลมากมาย บางคนก็ตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้วางแผน มาก่อน หรือกังวลว่า ฉันท้องแล้วควรทำยังไงต่อ? ไหนจะกลัวเรื่องการคลอดและการรับมือกับทารกแรกเกิด อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าหรือ ย้ำคิดย้ำทำ คุณแม่จึงควรปรึกษากับแพทย์ที่ฝากครรภ์เพื่ออธิบายความรู้สึกของตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพจิตและอารมณ์จะคงที่ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจของมารดาและทารกในครรภ์ด้วยนะคะ

จัดการกับค่าใช้จ่าย

ในช่วงตั้งครรภ์คุณแม่ควรวางแผนหาวิธีรับมือกับรายได้ที่ลดลง จัดการเรื่องที่อยู่อาศัย เตรียมงบประมาณการดูแลเด็กทารก ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยกันและปรึกษากับครอบครัวหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อลดภาระการเงินและบริหารจัดการชีวิตให้ดีที่สุดค่ะ

จัดการกับอารมณ์

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายช่วงเวลาถัดไป

ผู้หญิงตั้งครรภ์มักจะมีอารมณ์อ่อนไหวต่อข่าวหรือเหตุการณ์ร้าย ๆ ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ คนท้องหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ต้องพยายามเตือนตัวเองให้ใจเย็น รู้จักให้อภัยคนอื่น เพื่อที่จะประคับประคองความสัมพันธ์ให้ดีกับคู่ครอง

เป็นเรื่องปกติที่แม่ตั้งครรภ์จะรู้สึกสับสนบ่อย ๆ บางครั้งตื่นเต้นดีใจกับลูกน้อยที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว บางครั้งก็เฉย ๆ ทำให้รู้สึกผิดต่อลูกน้อยที่ไม่ได้เอาใจใส่มากพอ กังวลว่าทารกจะรู้ว่าการอุ้มท้องไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า หรือตั้งครรภ์เร็วกว่าที่คิดเอาไว้ กลัวว่าการมีลูกจะกระทบกับความสัมพันธ์ของสามีภรรยา จิตใจสับสน ทั้งรู้สึกผิด เสียใจ หรือตื่นตระหนกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ปนเปกันไปในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากนั้นยังรู้สึกอ่อนไหวต่อคำพูดวิพากษ์วิจารณ์และใจร้อนเป็นพิเศษ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิดควรเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะพูดคำขอโทษก่อน ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีความเห็นอกเห็นใจ และคุณแม่จะแปลกใจว่าตัวเองเข้าอกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

ความเชื่อโชคลาง

ตั้งแต่เริ่มท้องคุณแม่เริ่มเชื่อโชคลางมากขึ้น บางครั้งจะเดินหลบแมวดำที่เป็นลางร้าย ไม่เดินลอดใต้บันได ไม่กางร่มในบ้าน ไม่ให้วางรองเท้าคู่ใหม่บนโต๊ะ และอีกหลายความเชื่อว่าในช่วงตั้งครรภ์ควรทำและไม่ทำอะไร แต่ก่อนอาจจะไม่เคยเชื่อโชคลางมาก่อน หลังจากตั้งครรภ์แล้วจะระวังมากขึ้น แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่อยากฝืนความเชื่อหรือลางบอกเหตุต่าง ๆ

การแยกตัวและรู้สึกโดดเดี่ยว

คุณแม่พยายามหลีกเลี่ยงการแยกตัวอยู่คนเดียวระหว่างตั้งครรภ์นะคะ เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากการพาลูกเล็ก ๆ ออกไปนอกบ้านแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวาย อาจทำให้คุณแม่มักจะเก็บตัวเองอยู่ในบ้านตลอดเวลา ไม่มีใครคุยจะรู้สึกโดดเดี่ยวดังนั้นคุณแม่จำเป็นต้องพูดคุยพบปะกับคนอื่นบ้าง ควรเข้ากลุ่มแม่ตั้งครรภ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ช่วยคลายเครียด ลองสอบถามแพทย์ที่คุณแม่ฝากครรภ์อยู่ว่าจะเข้ากลุ่มแบบนี้ได้ที่ไหนบ้าง

ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่คุณแม่ท้องต้องเจอ แต่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดในชีวิตคุณแม่ทุกท่านก็คือ ได้อุ้มลูกน้อยในอ้อมแขนแน่นอนค่ะ คุณแม่สามารถศึกษาหาข้อมูลการตั้งครรภ์ในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Huggies และหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถพูดคุยกับเราได้ที่ Facebook Huggies Thailand และอย่าลืม! กด สมัครสมาชิก เพื่อรับสินค้าทดลอง พร้อมรอรับข่าวสารและอัพเดตเทคนิคดี ๆ จากเรานะคะ

บทความที่คุณน่าจะชอบ

พัฒนาการลูกน้อย 10/11/2019

การดูแลเด็กทารกแรกเกิด

การเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกเป็นบทเรียนแรกที่คุณแม่มือใหม่ต้องรีบทำความคุ้นเคย ในช่วงแรกอาจต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย เพราะเด็กทารกในช่วงแรกเกิดจะกินบ่อยและถ่ายบ่อยมากเป็นพิเศษ ไม่ควรปล่อยให้ลูกใส่ผ้าอ้อมแผ่นเดิมนานหลายชั่วโมง

พัฒนาการลูกน้อย 4/27/2019

ลูกน้อยวัย 9 เดือน

ทารกวัย 9 เดือน

มีตกขาวระหว่างตั้งครรภ์
เตรียมเป็นแม่ 8/24/2020

มีตกขาวระหว่างตั้งครรภ์

อาการตกขา เป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม เมื่ออยู่ในวัยเจริญพันธุ์หรือมีประจำเดือนครั้งแรกจะมีตกขาวออกมาทางช่องคลอด

บทความที่คุณน่าจะชอบ