การหย่านมหมายถึงระยะเวลาที่เด็กทารกค่อยๆ เริ่มคุ้นเคยกับอาหารอย่างอื่นนอกจากนม ไม่มีกฎตายตัวว่าลูกน้อยต้องหย่านมตอนอายุเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม คุณแม่จะรู้ว่าลูกน้อยพร้อมหย่านมแล้วเมื่อเขาแสดงสัญญาณดังต่อไปนี้
-
ส่งสัญญาณว่าเขาหิวก่อนเวลาป้อนนมตามปกติ
-
น้ำลายไหลและชอบหยิบของเข้าปาก
-
นั่งได้โดยมีคนหรือมีสิ่งของช่วยหนุน
-
แสดงความสนใจในอาหารที่คุณทาน
ผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปยอมรับว่าตั้งแต่วัย 6 เดือนขึ้นไป เด็กจะมีความต้องการอาหารที่อยู่ท้องมากกว่านม แต่เด็กที่มีการเจริญเติบโตไม่ค่อยดีหรือมีอาการโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอาจจะหย่านมเร็วขึ้น โดยจะหย่านมในช่วง 4-6 เดือน ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ การหย่านมเร็วเกินไป เช่น หย่านมในช่วง 2-3 เดือนอาจส่งผลให้เกิดความผิดปรกติในระบบย่อยอาหารได้ และลูกน้อยอาจมีความเสี่ยงที่จะแพ้อาหารสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากลูกน้อยหย่านมช้าเกินไป เขาก็อาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและอาจนำไปสู่การเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติได้
อาหารที่เหมาะสำหรับการหย่านม
คุณแม่มักให้ลูกทานซีเรียลซึ่งทำจากข้าวเป็นอาหารอ่อนอย่างแรก โดยอาจผสมกับนมแม่หรือนมผสมก็ได้ เมื่อลูกน้อยมีอายุมากขึ้น คุณแม่อาจเปลี่ยนไปเป็นซีเรียลชนิดอื่น เช่น ข้าวสาลีและซีเรียลผสมก็ได้ ซีเรียลบางชนิดมีนมผสมอยู่ เพียงแค่เติมน้ำก็สามารถป้อนให้ลูกได้ทันที ในขณะที่บางชนิดจำเป็นต้องผสมกับนมก่อน ดังนั้น คุณแม่จึงต้องตรวจฉลากอย่างละเอียดก่อนเตรียมป้อนลูกน้อย
โดยทั่วไปแล้ว ซีเรียลเหล่านี้มักมีการเสริมธาตุเหล็ก เพื่อช่วยให้ลูกน้อยได้รับธาตุเหล็กครบถ้วนตามความต้องการที่มีมากขึ้นในวัยนี้
อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ โจ๊กที่ทำจากข้าวขาวหรือข้าวซ้อมมือโดยนำมาปั่นจนละเอียด
ผักต่างๆ เช่น ดอกกะหล่ำ แครอท และมันฝรั่งสามารถนำไปต้มและบดให้ละเอียดก่อนนำไปผสมกับซีเรียลหรือโจ๊ก หรือไม่ต้องผสมก็ได้ หากจำเป็น ก็สามารถผสมกับนมได้
คุณแม่สามารถนำผลไม้ต่างๆ เช่น กล้วย มะละกอและผลไม้อื่นๆ ที่นิ่มๆ และสุกแล้วมาบดและผสมเข้ากับซีเรียล หรือนำมาขูดและป้อนลูกน้อยโดยตรงก็ได้ คุณแม่สามารถป้อนน้ำผลไม้เจือจางที่กรองแยกกากออกแล้วให้ลูกน้อยได้เช่นกัน
ขั้นตอนการหย่านม
อายุ 6 เดือน ขั้นเริ่มต้น
อาหารที่ป้อนลูกน้อยควรข้นกว่านมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อที่ลูกน้อยจะได้เลียออกจากช้อนได้อย่างง่ายดาย ควรเริ่มด้วยอาหารเหลวที่ข้นนิดๆ แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารกึ่งข้นกึ่งเหลว ควรป้อนนมก่อนที่จะป้อนอาหารอ่อนๆ เนื่องจากในระยะนี้การให้อาหารอ่อนๆ หมายถึงการให้ลูกน้อยได้สัมผัสกับอาหารชนิดต่างๆ และคุ้นเคยกับการป้อนอาหารด้วยช้อน ในวัยนี้ นมยังคงเป็นอาหารหลักอยู่
อายุ7-9 เดือน
เมื่อลูกน้อยเจริญเติบโตขึ้น เขาจะพร้อมทานอาหารที่มีลักษณะและรสชาติที่ต่างไปจากเดิม อาหารของลูกน้อยไม่จำเป็นต้องมีลักษณะคล้ายกับนมอีกต่อไป คุณแม่สามารถป้อนอาหารที่ข้นๆ ให้กับลูกน้อยได้ ในวัยนี้ นมไม่ควรเป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เนื่องจากเด็กในวัยนี้มักจะเลือกทานอาหาร ดังนั้น คุณแม่จึงควรป้อนอาหารให้ลูกก่อนแล้วจึงค่อยให้นมตาม
อายุ 9 เดือนเป็นต้นไป
อาหารที่ลูกน้อยทานไม่จำเป็นจะต้องบดละเอียดและเละๆ อีกต่อไป คุณแม่สามารถป้อนอาหารที่ไม่แข็งมากและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ลูกน้อยได้ นอกจากนี้ คุณแม่ยังสามารถให้เขาทานอาหารที่ถือทานได้ เช่น -ขนมปังกรอบไว้กัดเล่นหรือบิสกิตได้อีกด้วย อาหารประเภทถือทานจะกระตุ้นให้ลูกน้อยพยายามทานอาหารตัวเอง ไม่ว่าเขาจะทำเลอะเทอะแค่ไหนก็ตาม! เมื่ออายุหนึ่งขวบ คุณแม่สามารถดัดแปลงอาหารสำหรับครอบครัวให้เป็นอาหารสำหรับลูกได้และไม่จำเป็นต้องทำอาหารให้ลูกน้อยแยกต่างหากอีกต่อไป
เคล็ดลับเพื่อให้ลูกน้อยหย่านมได้ง่าย
คุณพ่อคุณแม่มักพบว่าการป้อนอาหารให้ลูกน้อยนั้น ช่างมีปัญหาเยอะเสียเหลือเกิน เด็กบางคนหย่านมได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่บางคนต่อต้านกับการเปลี่ยนแปลง ช่วงนี้เป็นวัยแห่งการพัฒนาอารมณ์และพฤติกรรมที่สำคัญสำหรับลูกน้อย และคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก การป้อนอาหารอ่อนๆ ให้กับลูกน้อยเป็นเหมือนกับการเปิดทางสู่โลกใหม่แห่งรสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารที่ต่างไปจากเดิม และลูกน้อยจะพบในไม่ช้าว่าอาหารที่อร่อยๆ อาจมาจากจานหรือชามได้เช่นเดียวกับที่มาจากอกของคุณแม่หรือมาจากขวด
ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่ใช้ได้ผลเพื่อให้ลูกน้อยหย่านมได้ง่ายขึ้น
-
ควรป้อนอาหารให้ลูกน้อยตามจังหวะของเขาเอง หากเขาปฏิเสธอาหาร ก็ให้เขาทานนม และพยายามให้เขาหย่านมอีกครั้งในภายหลังเมื่อเขาหิวหรือง่วงน้อยกว่านี้
-
ควรให้เขาเริ่มทานอาหารทีละอย่างจะเป็นการดีที่สุด เนื่องจากจะช่วยให้คุณแม่ทราบได้ง่ายขึ้นว่าลูกไม่ทานอาหารชนิดไหน ควรให้ลูกทานอาหารในปริมาณน้อยๆ (ประมาณ ¼ ช้อนชา) แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณในมื้อต่อๆ ไป
-
ไม่ควรเติมน้ำตาลหรือเกลือลงในอาหาร เนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังไม่จำเป็นต้องทานอาหารที่มีการปรุงแต่งรสชาติ นอกจากนี้ ไตของเด็กยังอาจต้องทำงานหนัก เนื่องจากมีสารโซเดียมเพิ่มมากขึ้น
-
ไม่ควรเติมไขมัน เช่น เนยหรือน้ำมันลงในอาหาร นอกจากว่าจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักโภชนาการ เนื่องจากไขมันย่อยได้ยากสำหรับเด็กเล็กๆ
-
หากอุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟ ควรคนอาหารให้ทั่วและทดสอบอุณหภูมิบนหลังมือก่อนป้อนให้ลูกน้อย
-
หากลูกน้อยแสดงอาการไม่ชอบอาหารบางชนิด ก็ไม่ควรบังคับให้เด็กทาน คุณแม่อาจลองให้เขาทานอาหารในรูปแบบอื่นซึ่งเขาอาจยอมทาน นอกจากนี้ คุณแม่อาจรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้รู้ว่าเด็กบางคนปฏิเสธอาหารเดียวกันถึง 7 ครั้งกว่าจะยอมทานอาหารนั้นในที่สุด
-
อย่าหงุดหงิดกับความเลอะเทอะในระหว่างการทานอาหาร ยังมีเวลาอื่นอีกมากที่คุณแม่จะสามารถสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารให้กับเขาได้
สรุป
เวลาทานอาหารไม่ควรเป็นเวลาที่คุณแม่และลูกน้อยประกาศสงครามใส่กัน แต่ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ไม่ใช่เวลาแห่งความเบื่อหน่าย เด็กทุกคนแตกต่างกัน ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบเด็กคนหนึ่งกับคนอื่นๆ ขอให้คุณแม่อดทนและเปลี่ยนเวลาป้อนอาหารลูกให้เป็นเวลาแห่งความสนุกสนานที่ทั้งสองคนต่างรอคอย
เคล็ดลับที่มีประโยชน์เมื่อลูกหย่านม
เพื่อป้องกันการสำลัก
- คุณแม่ต้องอยู่ดูแลลูกน้อยตลอดเวลาที่ป้อนอาหาร
- ป้อนอาหารที่มีเนื้ออาหารที่เหมาะสมตามวัยของลูกน้อย
- อย่าให้เขาทานเมล็ดพืช แครอทดิบ ของหวานแข็งๆ หรือองุ่น
- ในระหว่างการป้อนอาหาร ควรอยู่ในบรรยากาศที่เงียบสงบ
- เวลาป้อนอาหาร ควรให้ลูกน้อยนั่งในเก้าอี้สำหรับเด็ก
สุขอนามัยที่ดีในการเตรียมอาหาร
- ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนจับต้องอาหารของลูกน้อย
- ควรแยกอาหารที่ดิบและสุกออกจากกัน
- ควรปรุงเนื้อให้สุกอย่างทั่วถึง
- ในการอุ่นอาหาร ควรอุ่นอาหารจนเดือดเต็มที่ทุกครั้ง
- ควรเก็บอาหารส่วนที่เหลือไว้อย่างมิดชิดในตู้เย็นทันที
- ควรทิ้งอาหารส่วนที่ทานไม่หมดไปเสีย
|
|
วัย 6 เดือน
|
วัย 7-9 เดือน
|
วัย 10-12 เดือน
|
|
|
|
6.00 น.
|
นม 180 – 200 มิลลิลิตร
|
นม 210 - 240 มิลลิลิตร
|
นม 210 - 240 มิลลิลิตร
|
|
9.00 น.
|
ซีเรียลข้าวสำเร็จเด็ก 3 ช้อนโต๊ะผสมกับนม 120 มิลลิลิตร
ไข่แดง (ต้มสุกหรือผสมในซีเรียล) ½ - 1 ฟอง
น้ำ 3-4 ช้อนชา
|
ข้าวเจ้า/ข้าวสาลี/ซีเรียล ผสมสำหรับเด็ก ½ ชาม ผสมกับนม 120 มิลลิลิตร
ไข่แดงต้มสุก 1 ฟอง
น้ำ 3-4 ช้อนชา
|
ไข่แดงต้มสุก 1 ฟอง
ขนมปัง 1 แผ่น
นม 120 มิลลิลิตร (ลองให้เป็นถ้วย)
ให้จิบน้ำเล็กน้อย
|
|
12.00 น.
|
นม 180 -200 มิลลิลิตร
น้ำแอ๊ปเปิลไม่เติมน้ำตาล 3 ช้อนชา (น้ำแอ๊ปเปิล 1½ ช้อนชาเจือจางด้วยน้ำ 1½ ช้อนชา)
|
|
ผสมส่วนผสมต่อไปนี้ให้เข้ากัน
โจ๊กเหลวๆ ½ ชาม
ผักโขมบดผ่านกระชอน 2 ช้อนชา
|
เนื้อสัตว์ขูด 1 ช้อนโต๊ะ
แอ๊ปเปิลขูด 4 ช้อนชา
น้ำ 3-4 ช้อนชา
|
โจ๊กข้น ½ - 1 ชาม
ใบมัสตาดเขียว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 3 ช้อนชา
เต้าหู้นิ่ม ½ ชิ้น
ตับสับ ½ ช้อนโต๊ะ
แตงโม หั้นเป็นชิ้นเล็กๆ
2 ช้อนโต๊ะ
ให้จิบน้ำเล็กน้อย
|
|
15.00 น.
|
นม 180 - 200 มิลลิลิตร
|
นม 210-240 มิลลิลิตร
ขนมปังกรอบสำหรับสำหรับเด็กที่ฟันกำลังจะขึ้น ½ ชิ้นหรือ
บิสกิตสำหรับเด็ก 1 ชิ้น (สำหรับเด็กที่มีฟันขึ้นแล้ว)
|
นม 210-240 มิลลิลิตร
ขนมสำหรับสำหรับเด็กที่ฟันกำลังจะขึ้น 1 ชิ้นหรือ
บิสกิตสำหรับเด็ก 1 ชิ้น
ให้จิบน้ำเล็กน้อย
|
|
18.00 น.
|
โจ๊กเหลวๆ ½ ชาม
เนื้อสัตว์ขูด 1 ช้อนชา
ผักโขมบดผ่านกระชอน 1 ช้อนชา
มะละกอขูด 1 ช้อนชา
น้ำ 3-4 ช้อนชา
|
มันฝรั่งบด 1 หัว
แครอทบด 1 ช้อนโต๊ะ
ปลาอบบด 1 ช้อนโต๊ะ
มะละกอขูด 4 ช้อนชา
น้ำ 3-4 ช้อนชา
|
โจ๊กข้น ½ - 1 ชาม
ฟักทอง สับเป็นชิ้นเล็กๆ 1-2 ช้อนโต๊ะ
ไก่สับละเอียด 1-2 ช้อนโต๊ะ
กล้วย 2 ช้อนโต๊ะ
ให้จิบน้ำเล็กน้อย
|
|
21.00 น.
|
นม 180 - 200 มิลลิลิตร
(เด็กบางคนอาจต้องทานนมเพิ่มอีก 1 – 2 มื้อในช่วงกลางคืน)
|
นม 210 - 240 มิลลิลิตร
(เด็กบางคนอาจต้องทานนมเพิ่มอีกหนึ่งมื้อในช่วงกลางคืน)
|
นม 210 - 240 มิลลิลิตร
|
เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย KK Hospital ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสตรีและเด็กชั้นนำของสิงคโปร์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดเข้าเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.kkh.com.sg