Huggies

SIDS การนอนที่ปลอดภัย

SIDS and Kids safe sleeping 1
SIDS and Kids safe sleeping 2

SIDS คืออะไร

SIDS ย่อมาจาก 'Sudden Infant Death Syndrome' หรือที่เรียกว่า “โรคไหลตาย” ซึ่งหมายถึงการที่ทารกเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันและไม่คาดคิดมาก่อน SIDS เป็นสาเหตุซึ่งพบได้บ่อยที่สุดของการเสียชีวิตในทารกที่มีอายุระหว่างหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี ทารกส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจากโรคนี้มักมีอายุต่ำกว่าหกเดือนโดยจะเสียชีวิตในฤดูหนาวมากกว่าในฤดูร้อน

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของอาการ SIDS มีความเชื่อกันว่ามีองค์ประกอบบางอย่างที่สามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการ SIDS นี้ได้ แต่มันก็อาจช่วยป้องกันได้บ้างไม่ได้บ้าง

คุณพ่อคุณแม่จะลดความเสี่ยงการเกิดอาการ SIDS ได้อย่างไร

มีสี่วิธีหลักๆ ในการลดความเสี่ยงการเกิดอาการ SIDS

ฝึกให้ลูกน้อยนอนหงายตั้งแต่เกิด

การนอนหงายจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอาการ SIDS ได้ โอกาสในการเสียชีวิตของทารกจะสูงขึ้นหากให้ทารกนอนคว่ำหรือนอนตะแคง คุณแม่ควรวางลูกน้อยให้นอนหงายตั้งแต่เกิด นอกจากว่าแพทย์หรือพยาบาลจะบอกว่าให้ใช้วิธีอื่น หากให้ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์นอนหงาย เขาจะมีโอกาสสำลักหรืออาเจียนน้อยกว่าทารกที่นอนคว่ำ

หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าจะให้ลูกนอนท่าไหนถึงจะดีที่สุด ขอให้ปรึกษาแพทย์ พยาบาลหรือผู้ทำคลอด

ควรให้ลูกนอนคว่ำหน้าเวลาเล่นในตอนที่เขาตื่นและมีผู้ใหญ่อยู่ด้วยจะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย แต่ต้องจำไว้ว่าอย่าให้เด็กนอนคว่ำหน้าเวลาที่เขาหลับ

พี่เลี้ยงเด็กและคนอื่นๆ ที่ช่วยดูแลลูกน้อยอาจไม่ทราบว่าการให้เด็กนอนคว่ำหรือนอนตะแคงจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการ SIDS ดังนั้น จึงควรอธิบายเรื่องนี้ให้พวกเขาทราบก่อนให้พวกเขาดูแลเด็ก

ทารกวัยโตขึ้นที่นอนในเตียงสามารถพลิกและขยับตัวไปรอบๆ เปลได้ ดังนั้น จึงควรวางให้เด็กนอนหงาย แต่ให้เขานอนท่าที่สบายของเขาเอง เด็กที่อายุเกิน 6 เดือนจะมีโอกาสในการเกิดอาการ SIDS น้อยมาก

ให้ลูกนอนโดยไม่มีอะไรมาปิดหน้า

ควรระวังให้ลูกนอนโดยไม่มีอะไรมาปิดหน้าและศีรษะเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการ SIDS

วิธีที่ดีอย่างหนึ่งก็คือวางเท้าของเด็กให้ชิดขอบเตียง เพื่อที่ทารกน้อยจะได้ไม่ไหลไปอยู่ใต้ผ้าห่ม คุณแม่อาจตัดสินใจไม่ใช้ผ้าห่มเลยก็ได้ และใช้ถุงนอนของทารกซึ่งมีความปลอดภัยแทน ซึ่งถุงนอนนี้จะสวมเข้าพอดีกับคอและมีช่องไว้สำหรับใส่แขน

เมื่อเอาลูกน้อยเข้านอน คุณแม่ควรตรวจดูสิ่งดังต่อไปนี้
  • ห่มผ้าห่มให้ลูกอย่างปลอดภัยดีแล้ว หรือใส่ลูกไว้ในถุงนอนอย่างปลอดภัยเรียบร้อยดีแล้ว
  • ผ้าปูเตียงไม่หลวม
  • ไม่มีผ้านวม ผ้าปูเตียงหนาๆ หมอน ผ้ากันกระแทกอยู่ในเตียง
  • ใช้ที่นอนที่ค่อนข้างแน่น สะอาดและมีขนาดพอดีกับเตียง

การนำเด็กทารกไปนอนบนเตียงผู้ใหญ่อาจไม่ปลอดภัย เนื่องจาก

  • เด็กอาจติดอยู่ใต้ผ้าปูเตียงหรือหมอนของผู้ใหญ่ได้
  • เด็กอาจติดอยู่ระหว่างกำแพงและเตียงได้
  • เด็กอาจตกจากเตียงได้
  • เด็กอาจถูกคนที่นอนหลับสนิทมากหรือคนที่ถูกฤทธิ์ของยาหรือแอลกอฮอล์กลิ้งทับได้

ควันบุหรี่เป็นตัวร้ายสำหรับลูกน้อย

ควันบุหรี่เป็นอันตรายต่อเด็กได้ทั้งในช่วงก่อนและหลังคลอด พ่อแม่ที่สูบบุหรี่ในระหว่างตั้งครรภ์และหลังทารกคลอดจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการ SIDS ได้ ที่จริงแล้ว หากคุณแม่สูบบุหรี่ ความเสี่ยงการเกิดอาการ SIDS ก็จะเพิ่มเป็นสองเท่า และถ้าหากคุณพ่อสูบด้วย ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกสองเท่า

ความเสี่ยงที่เด็กจากเกิดอาการ SIDS จะเพิ่มสูงขึ้นหากมีพ่อแม่สูบบุหรี่ ถึงแม้ว่าจะสูบภายนอกบ้านหรือสูบในที่ที่ห่างจากทารกน้อยก็ตาม หากคุณแม่ที่สูบบุหรี่นอนเตียงเดียวกับเด็ก โอกาสที่จะเกิด SIDS ก็จะเพิ่มสูงขึ้น เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด อย่างไรก็ดี เรารู้ดีว่าการไม่สูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่น้อยจะช่วยลดความเสี่ยงต่อลูกน้อยของเราได้

พยายามอย่าให้ใครมาสูบบุหรี่ใกล้ลูกของเรา อย่าให้สูบบุหรี่ในบ้าน ในรถ หรือในที่ใดก็ตามที่เด็กต้องอยู่

ตรวจตราบริเวณที่นอนของลูกน้อยให้ปลอดภัย

เตียงที่ปลอดภัย

เตียงแบบเก่าหรือเตียงมือสองอาจเป็นอันตรายต่อทารกด้วยเหตุผลต่อไปนี้
  • ชิ้นส่วนต่างๆ อาจโยกหรือแตกหัก ทำให้เตียงไม่แข็งแรง
  • มีช่องว่างที่เด็กไม่ว่าจะเป็นวัยแบะเบาะหรือวัยหัดเดินอาจเข้าไปติดได้
  • เตียงแบบเก่าอาจมีลูกบิด เสามุมเตียงหรือปลายสกรูที่ยื่นโผล่ออกมาซึ่งอาจเกี่ยวเข้ากับเสื้อผ้าของเด็กบริเวณคอได้
  • มีแผงกันข้างที่ต่ำเกินไปซึ่งเด็กวัยหัดเดินจอมซนอาจปีนข้ามได้
  • หัวสายรัดที่มีความคมหรือรูในเนื้อไม้ที่อาจทำให้นิ้วของเด็กที่อยากรู้อยากเห็นเจ็บได้
  • สีที่ใช้ทาเตียงอาจมีส่วนผสมของตะกั่วซึ่งเป็นพิษ
เด็กทารกอาจเข้าไปติดในเตียงหรือเปลโยกในขณะที่เตียงหรือเปลนั้นกำลังเอียงอยู่ หากคุณแม่ใช้เตียงหรือเปลโยกที่มีที่ตัวล็อค ควรตรวจดูให้แน่ใจว่าได้ใส่ตัวล็อคอย่างแน่นหนาทุกครั้งเมื่อใดก็ตามที่ทิ้งให้ลูกอยู่ในเตียงตามลำพัง และควรตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเปลจะขยับไม่ได้ในเวลาที่ไม่ได้อยู่เฝ้าเด็ก

หมายเหตุ เตียงแบบเคลื่อนย้ายได้

ควรใช้ที่นอนที่แน่น สะอาด และมีขนาดพอดีซึ่งให้มากับเตียงแบบเคลื่อนย้ายได้ อย่าเสริมฟูกไว้ใต้ที่นอนอีก เนื่องจากเด็กอาจติดคว่ำหน้าอยู่ในช่องว่างระหว่างที่นอนและแผงข้างเตียงได้

ที่นอนที่ปลอดภัย

ที่นอนที่ใช้มีขนาดพอดีกับเตียงหรือไม่ แล้วมันแน่นและสะอาดหรือเปล่า

เด็กวัยหัดเดินหรือเด็กวัยแบเบาะอาจติดอยู่ในช่องว่างระหว่างที่นอนและแผงข้างเตียงได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าหากเด็กติดอยู่ในลักษณะคว่ำหน้า หรือหากคอของเด็กถูกยึดติดในลักษณะใดๆ ก็ตาม ควรดูให้แน่ใจว่าไม่มีช่องว่างระหว่างแผงข้างเตียงและขอบที่นอนที่กว้างกว่า 25 มิลลิเมตร (ประมาณ 1 นิ้ว)
  • ควรถอดแผ่นพลาสติกที่ใช้ห่อที่นอนออก
  • ตรวจดูให้มั่นใจเสมอว่าแผ่นกันน้ำที่ใช้รองที่นอนนั้นมีความแข็งแรงพอและมีขนาดพอดี
  • หมอนหรือเบาะรองไม่ใช่ที่นอนที่ปลอดภัย
  • เพราะมันอ่อนนุ่มและอาจปิดทับใบหน้าของเด็กได้

ผ้าปูที่นอนที่ปลอดภัย

ควรนำหมอน ผ้านวม ผ้านวมปูที่นอนและหนังแกะออกจากเตียง

  • ผ้าปูที่นอนที่อ่อนนุ่มและฟูในเตียงนอนของเด็กนั้น นอกจากจะไม่มีความจำเป็นแล้ว ยังอาจปิดคลุมใบหน้าเด็กจนทำให้หายใจลำบากอีกด้วย
  • หากคุณแม่ห่อหรือพันตัวลูกน้อยไว้อย่างแน่นหนา จะเป็นการปลอดภัยกว่าหากไม่ปิดศีรษะของเด็ก

ที่นอนที่ปลอดภัยสำหรับหนูน้อย

คุณแม่ควรเฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงอย่าให้เด็กทั้งในวัยแบเบาะและวัยหัดเดินนอนในบริเวณดังต่อไปนี้ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

ขอให้ระมัดระวังสิ่งต่อไปนี้ภายในบ้านและทุกๆ ที่ที่ใช้ในการดูแลเด็ก รวมไปถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์ดูแลเด็ก บ้านญาติ และบ้านเพื่อน

1. เตียงผู้ใหญ่ที่ไม่มีใครดูแลอาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กวัยแบเบาะหรือเด็กวัยหัดเดินเนื่องจาก
  • เด็กอาจติดอยู่ใต้ผ้าปูเตียงหรือหมอนของผู้ใหญ่ได้
  • เด็กอาจติดอยู่ระหว่างกำแพงและเตียงได้
  • เด็กอาจตกจากเตียงได้
  • เด็กอาจถูกคนที่นอนหลับสนิทมากหรือคนที่ถูกฤทธิ์ของยาหรือแอลกอฮอล์กลิ้งทับได้ โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นหากคุณแม่ปล่อยให้ลูกน้อยวัยแบเบาะหรือวัยหัดเดินนอนอยู่บนเตียงผู้ใหญ่หรือเตียงสองชั้นตามลำพัง
2. บริเวณที่นอนที่อ่อนนุ่มซึ่งใบหน้าของเด็กทั้งวัยแบเบาะหรือวัยหัดเดินอาจถูกปิดทับได้
  • หากคุณแม่นอนหลับพร้อมกับเจ้าตัวน้อยในขณะอยู่บนเบาะหรือโซฟา จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการนอนได้
  • เด็กทารกไม่มีความจำเป็นต้องใช้หมอน หมอน เบาะรองหรือหมอนรูปสามเหลี่ยมมีความอ่อนนุ่มมากเกินไปจนมันอาจปิดทับหน้าของเด็กได้
  • อย่าวางเด็กวัยแบเบาะหรือวัยหัดเดินไว้บนเตียงน้ำหรือเบาะซึ่งยัดไส้ด้วยโฟมหรือเมล็ดถั่ว เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
3. สายหรือเชือกห้อย
  • วางเตียงให้ห่างจากเชือกที่ห้อยลงจากมู่ลี่ ผ้าม่าน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะมันอาจพันรอบคอของเด็กได้
  • เอาโมบายออกห่างออกจากมือและปากของเจ้าตัวน้อยช่างอยากรู้อยากเห็น
4. เครื่องทำความร้อนและเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • นำเครื่องทำความร้อนและเครื่องใช้ไฟฟ้าออกห่างจากเตียงเด็กเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เด็กจะได้รับความร้อนมากเกินไป หรืออาจถูกไฟลวกและถูกไฟฟ้าดูดได้
  • อย่าใช้ผ้าห่มไฟฟ้า ขวดน้ำร้อนหรือหมอนที่ยัดไส้ด้วยเมล็ดข้าวสาลีกับเด็กทารกหรือเด็กเล็ก
  • คุณแม่ควรตระหนักว่าลูกน้อยวัยแบเบาะหรือวัยหัดเดินไม่สามารถหนีออกจากเตียงเด็กเพื่อบรรเทาความร้อนได้ และหนูน้อยก็ไม่รู้วิธีการถอดผ้าปูเตียงออก หากเด็กได้รับความร้อนมากเกินไป ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด SIDS
5. รถเข็นเด็กที่มีสายรัดหย่อน
  • รัดสายรัดให้แน่นทุกครั้งที่ลูกน้อยนั่งอยู่ในรถเข็นหรือในอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามสำหรับเด็กวัยแบเบาะและวัยหัดเดิน
  • หากเด็กพันกับสายรัดที่หย่อนก็อาจเกิดอันตรายขึ้นได้
  • นอกจากนี้ สายรัดจะไม่ใช่อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยอีกต่อไปหากไม่รัดในลักษณะที่ถูกที่ควร
  • ตรวจดูให้แน่ใจว่าที่วางเท้าบนรถเข็นเด็กมีความแข็งแรงและแน่นหนา
  • ที่วางเท้าที่อ่อนเกินไปอาจหักและอาจทำให้เด็กติดกับรถเข็นได้
ข้อมูลนี้จะกล่าวถึงวิธีการนอนที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าตัวน้อยซึ่งคุณแม่ควรนำไปปฏิบัติตาม






Member Tips

My youngest loves to hide things & the Huggies pop-top wipe containers offer a nifty hidy hole for smaller items which can be emptied then refilled.

tish       

"