Huggies
Raising a baby
เราเคยได้เห็นบทความว่าเราต้องใช้เงินมากขนาดไหนในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แต่เราจะเชื่อถือตัวเลขเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากมีตัวเลือกมากมายให้เราเลือกซึ่งจะมีผลกระทบต่อยอดรวมขั้นสุดท้าย

ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เราจึงมีความรอบรู้เป็นอย่างยิ่งและเราจะเลี้ยงลูกๆ ของเราอย่างประสบความสำเร็จด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ความจริงก็คือ เด็กๆ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเข้าโรงยิมสำหรับเด็กและชั้นเรียนดนตรีต่างๆ ตั้งแต่เวลาพวกเขานั่งได้ พวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้นและเราก็เติบโตขึ้นมาอย่างปรกติ สิ่งที่เรามีก็คือสัญชาติญาณในการอยู่รอดในโลกใบนี้ เช่น ที่พัก อาหาร น้ำ สุขภาพที่ดี การศึกษา จริยธรรมและที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้สึกปลอดภัย การได้รับความรัก และการเป็นที่ต้องการของคนใกล้ชิด เช่นเดียวกับเด็กๆ และวัยรุ่นส่วนใหญ่ เรามักจะได้รับสิ่งเหล่านี้จนเราไม่เห็นคุณค่าของมัน จนเราได้กลายเป็นคุณแม่ เราจึงตระหนักถึงว่าคุณพ่อคุณแม่ของเราต้องเสียสละมากเพียงใด ดังนั้นเพื่อให้เด็กๆ เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมดุล ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความสุข เราจึ่งต้องเสียสละสิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่ในการเลี้ยงดูลูกน้อย และนั่นอาจเรียกได้ว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” ที่แท้จริงของการเลี้ยงดูลูก

ต่อไปนี้เป็นเพียง “ค่าใช้จ่ายและสิ่งที่ต้องเสียสละ” บางส่วนที่ดิฉันนึกออก
  • สูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเอง
  • อดนอน
  • ความสัมพันธ์กับคู่ครองที่เปลี่ยนไป
  • สูญเสียความสามารถในการทำงานในอาชีพที่เลือกไว้ไปอย่างง่ายดาย
  • ต้องถูกเรียกตัวตลอดวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน (และน่าจะถูกเรียกว่า “แม่ แม่ แม่”)
  • เข้าห้องน้ำหรืออาบน้ำโดยลำพังไม่ได้
  • รอยแตกลายและรูปร่างที่เปลี่ยนไป
  • ไม่ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ตัวเองเพราะลูกน้อยจำเป็นต้องใช้อะไรต่างๆ นานามากกว่าตัวเราเอง
  • และที่สำคัญที่สุดคือ อดทานเค้กช็อกโกแล็ตชิ้นสุดท้ายเพื่อให้ลูกน้อยได้ทาน
ดิฉันไม่ได้บอกว่าคุณแม่ทั้งหลายจะมีความรู้สึกไม่พอใจกับ “ค่าใช้จ่าย” เหล่านี้ แต่ความจริงก็คือว่าเราต้องเสียสละสิ่งต่างๆ เหล่านี้เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทของความเป็นพ่อเป็นแม่ และเป็นเรื่องดีที่ได้รู้ว่าเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ความเป็นตัวของตัวเอง

ความเป็นตัวของตัวเองนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนมีอยู่ อย่างน้อยดิฉันคิดว่าดิฉันก็เคยมีเช่นกัน ดิฉันแทบจะจำช่วงชีวิตก่อนมีลูกไม่ได้เลย ความต้องการของเด็กๆ มีมากเสียจนเราลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนเราเป็นคนอีกแบบหนึ่ง เมื่อเรามีลูก ตัวตนของเราจะเปลี่ยนไป ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม และทันใดนั้นเราก็ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป และไม่ได้เป็นเพียงภรรยา แต่เราคือคุณแม่อย่างเป็นทางการ และบทบาทนี้ไม่ได้อยู่แค่ในขณะที่ลูกเป็นเพียงเด็กทารกเท่านั้น แต่มันเป็นบทบาทที่จะอยู่กับเราตลอดไป เราอาจต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งในการปรับตัวให้เข้ากับบทบาทนี้ และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ตัวตนของเราก็จะเปลี่ยนไปเมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้น

ตัวตนเก่าของเราจะแวบกลับมาเป็นครั้งคราว โดยปรกติแล้วจะมาเมื่อเรามีเวลาเป็นอิสระจากลูกหากเราโชคดีพอที่จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนที่อยู่รอบตัวให้มีเวลาอิสระนั้น หรือบางครั้งเราอาจต้องรอจนกระทั่งลูกน้อยเข้าโรงเรียนอนุบาลถึงจะมีเวลาเป็นตัวของตัวเอง เราอาจเป็นคุณแม่ที่ทำงานและเลี้ยงลูกไปด้วย ซึ่งเราอาจพบว่าเวลาทำงานเป็นเวลาสำหรับตัวเองและทำให้ได้กลับไปใช้ชีวิตแบบแต่ก่อน มีกลุ่มคุณแม่และเพื่อนหลายๆ คนได้จัดตารางเพื่อช่วยเหลือกันให้มีเวลาส่วนตัวกับคู่ครอง การไปโรงยิมและใช้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กเป็นอีกอย่างหนึ่งที่คุณแม่หลายคนชอบ เพราะจะช่วยให้คุณแม่เหล่านั้นมีเวลาเรียกสภาพร่างกายเดิมกลับคืนมาและทำให้มีเวลาอยู่ห่างจากลูกบ้างโดยที่รู้ว่าเด็กๆ อยู่ใกล้ๆ และปลอดภัย

การขาดนอน

การขาดนอนจะเริ่มตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกขณะที่กำลังเริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ต้องทนทุกข์กับการอาเจียน และคุณแม่อาจสงสัยเมื่อเกิดอาการมดลูกบีบตัว (Braxton Hicks Contraction) ว่าเป็นแค่การบีบตัวของมดลูกหรือเป็นอาการเจ็บก่อนคลอด และในไม่ช้า คุณแม่ก็จะรู้นั่นไม่ใช่การขาดนอนอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงแค่การทดสอบไว้สำหรับตอนที่ลูกคลอดจริงๆ ต่างหาก และจากนั้นคุณแม่ก็จะเริ่มได้นอนแค่คืนละ 4 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นช่วงๆ ช่วงละ 40 นาที โชคดีที่เวลาเช่นนี้จะผ่านไปค่อนข้างเร็ว (2-3 ปี) แต่คุณแม่จะมีอาการนอนไม่พอที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้

ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์กับคู่ครอง

หลังจากที่ได้กลายเป็นคุณแม่แล้ว ความสัมพันธ์กับคู่ครองจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เมื่อก่อนมีสองคนแต่ตอนนี้มีสาม สี่ หรือห้าคน การมีคนเพิ่มขึ้นในครอบครัว ก็อาจกลายเป็นเรื่องค่อนข้างวุ่นวายได้ คุณพ่อมือใหม่หลายท่านพบว่าการปรับตัวนั้นทำได้ยากเพราะว่าพวกเขาไม่แน่ใจว่าคุณแม่และคุณลูกคาดหวังอะไรจากตัวพวกเขา และคุณพ่ออาจรู้สึกน้อยใจหลังจากลูกเกิดมาแล้ว ยอมรับเถอะว่าพวกคุณพ่อเหล่านี้หล่นจากอันดับหนึ่งของคุณแม่ไปอยู่อยู่อันดับสองรองจากลูกน้อยคนใหม่แล้ว

การพูดคุยกับคุณพ่อว่าจะให้คุณพ่อช่วยเหลือเรื่องอะไรบ้าง จะช่วยขจัดปัญหาการสื่อสารไม่เข้าใจกันได้ ไม่มีอะไรแย่ยิ่งกว่าการหวังว่าคุณพ่อจะอ่านใจคุณแม่ได้ ในเมื่อความเป็นจริงก็คือว่าพวกเขาคงจะทำอย่างนั้นไม่ได้ และจะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกผิดหวังและโกรธกัน ขอให้สื่อสารอย่างชัดเจน (การเขียนเป็นตัวอักษรจะช่วยได้) อย่าลืมว่าคุณพ่อก็เป็นมือใหม่หัดขับเช่นเดียวกับคุณแม่และอาจจะต้องทำผิดพลาดบ้างสักเรื่องสองเรื่องเพื่อการเรียนรู้ เคล็ดลับควรจำอีกอย่างคือทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างก็มีวิธีทางของตัวเอง และลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าทั้งคุณพ่อและคุณแม่มีจุดแข็งและลักษณะนิสัยแตกต่างกัน

การหาเวลาให้กันเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เวลาพูดมันง่ายกว่าทำจริง คุณแม่หลายคนจะเหนื่อยเกินไปและอาจไม่อยากมีกิจกรรมทางเพศในปีแรก และคุณพ่อก็คงยอมรับเรื่องนี้ได้ยาก เรื่องง่ายๆ เช่น ไปเดินด้วยกันแล้วหยุดดื่มชาสักถ้วยในวันสุดสัปดาห์ หรือจุดเทียนไว้บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นพร้อมด้วยไวน์สักแก้ว อาจสร้างความแตกต่างได้ เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เด็กๆ เป็นอิสระมากขึ้น และคุณพ่อคุณแม่ก็จะมีเวลาให้กันมากขึ้น สิ่งสำคัญก็คือต้องรักษาสายสัมพันธ์ที่นำพาคุณทั้งสองมาพบกันในตอนแรก อย่าลืมว่าเหตุผลที่คุณพ่อคุณแม่มีลูกด้วยกันก็เป็นเพราะว่าความรักที่มีให้กันนั่นเอง หากคุณพ่อช่วยงานบ้างเล็กๆ น้อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

งาน (ที่สร้างรายได้)

การมีบุตรอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการรักษาบทบาทหน้าที่การงานที่คุณแม่เคยทำแต่ก่อนได้ แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในชีวิตการทำงานของคุณแม่ แต่นั่นก็ยังห่างไกลจากความเป็นจริง ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่กลับไปทำงานมักจะอยากมีบทบาทที่เติมเต็มความต้องการทั้งของส่วนตัวและในหน้าที่การงาน และในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นในการเติมเต็ม “หน้าที่” ของการเป็นคุณแม่ด้วย

มีผู้หญิงมากมายที่เสียสละเส้นทางในอาชีพการงานที่ตัวเองเลือกไว้แต่แรก เพื่อรับงานที่ให้ความยืดหยุ่นนี้แทนที่จะต่อสู้เพื่อให้งานก่อนหน้านี้เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของตัวเอง แน่นอนว่าคุณแม่จะต้องหาคนที่จะมาเลี้ยงลูกให้ได้ก่อนที่จะพิจารณาว่าจะเลือกทางไหนดี ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม การค้นหาความสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานเป็นเรื่องยาก แต่ก็คุ้มค่าไม่น้อย

งาน (ที่ไม่สร้างรายได้)

หากคุณแม่ได้ยินคำวิจารณ์จากใครก็ตามที่กล่าวว่าบทบาท “การเป็นแม่อยู่กับบ้าน” นั้นง่ายจะตายไป หรือพูดว่าชีวิตการเป็นแม่นั้นแสนจะสบาย ให้คุณหายใจลึกๆ แล้วหันหลังหนี เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่เคยเป็นคุณแม่มาก่อนและเราก็รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร การเป็นคุณแม่เป็นงานที่หนักที่สุดงานหนึ่ง มันเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายแรงใจเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นงานที่ให้ค่าตอบแทนดีที่สุดและน่าภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตอีกด้วย แน่นอนว่าคงจะมีสักวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่รอยยิ้มจากเจ้าตัวน้อย ข้อความจากลูกตอน 5 ขวบที่เขียนว่า “หนูรักแม่” และอ้อมกอดเล็กๆ จากลูกเมื่อโตเป็นวัยรุ่น จะทำให้แรงกายแรงใจที่คุณแม่ทุ่มเทไปคุ้มค่าอย่างแน่นอน

การที่ลูกเรียกหาแม่อยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่คุณแม่มือใหม่ต้องปรับตัวให้ได้ และการที่คุณแม่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกน้อยอยู่ตลอดเวลาก็เป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวง แต่เราก็ทำไปโดยไม่คิดอะไร เพราะนี่คือ “งาน” ของเรา มีบางเวลาที่คุณแม่อาจรู้สึกว่ามันมากเกินไปแล้ว หากคุณรู้สึกเช่นนี้ ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าตัวเองยังปรกติดีอยู่ และบางครั้งบางคราวเราทุกคนต่างก็อยากตะโกนว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน” เหมือนกัน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งกลับไปทำงานวันแรก และเธอไปเข้าห้องน้ำ พอนั่งที่โถส้วมแล้วก็ร้องไห้ออกมา ผู้หญิงที่อยู่ห้องข้างๆ ก็ถามเธอว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร ฉันแค่คิดถึงเวลาที่ได้มาเข้าห้องน้ำคนเดียว ไม่มีใครตามมาด้วย”

จะเป็นไปได้ไหมที่จะตีราคาบทบาทการทำงานที่ไม่สร้างรายได้นี้ ซึ่งงานนี้ครอบคลุมถึงหน้าที่ดังต่อไปนี้
  • เป็นผู้ดูแลเด็ก ตลอดวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน
  • เป็นคนทำความสะอาด
  • เป็นคนทำอาหาร
  • เป็นคนขับรถ
  • เป็นผู้ปฐมพยาบาลและเป็นพยาบาลสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ไม่สบาย
  • เป็นครูคนแรกและเป็นติวเตอร์ช่วยสอนการบ้าน
  • เป็นผู้จัดการบ้านและนักเศรษฐศาสตร์
  • เป็นคนซักรีดเสื้อผ้า
  • ต้องทำงานที่แปลกๆ และเป็นช่างซ่อม
  • เป็นนักจิตวิทยาเด็ก
  • เป็นคนกลางในการเจรจาต่อรอง
  • เป็นตำรวจ ผู้พิพากษา และลูกขุน
  • เป็นครูสอนศิลปะและงานฝีมือ
แล้วเราจะต้องใช้เงินมากเพียงใดถึงจะจ้างคนทั้งหมดนี้มาทำหน้าที่ข้างต้นในครอบครัวของเราได้ เราไม่อาจตีราคาบทบาทหน้าที่การเป็นแม่เป็นเงินได้ เพราะคุณแม่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ มาก คำว่า “คุณแม่” มีความหมายมากกว่านั้นมากมายนัก แม่หมายถึงความรัก ความเอาใจใส่ และความมุ่งมั่นเหนือสิ่งอื่นใด และความเป็นแม่ไม่อาจประเมินค่าได้

การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

เราต่างรู้กันว่ารูปร่างของเราจะเปลี่ยนไปในตั้งครรภ์ แต่คุณแม่หลายคนก็อาจทำใจได้ยากเมื่อพบว่าหลังคลอดลูกแล้ว รูปร่างของตัวเองต่างไปจากเดิม สำหรับคุณแม่บางคนแล้ว ไม่ว่าจะออกกำลังหนักมากขนาดไหน หรือไม่ว่าจะจำกัดการทานอาหารที่ “ไม่เป็นประโยชน์” ขนาดไหน ก็ยังกำจัดหน้าท้องที่หย่อนคล้อยไม่ได้เสียที ซึ่งคุณแม่บางคนยังมีรอยแตกลายบนหน้าท้องอีกด้วย คุณแม่อาจต้องโยนเสื้อเอวลอยกับกางเกงเอวต่ำตัวโปรดที่ชอบใส่ก่อนจะมีลูกทิ้งไป หรืออาจจะเก็บไว้เผื่อว่าจะมีการรักษาที่เป็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง

คุณแม่หลายคนพบว่าเส้นเอ็นที่ยืดออกในขณะที่ตั้งครรภ์เพื่อรองรับการเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ ไม่ยอมกลับคืนสู่สภาพก่อนตั้งครรภ์ จึงทำให้ซี่โครงคุณแม่ขยายใหญ่ขึ้น ต้องใส่รองเท้าเบอร์ใหญ่ขึ้น แถมสะโพกกว้างขึ้นอีกต่างหาก

สิ่งสำคัญมากก็คือ คุณแม่ควรตระหนักว่าความรู้สึกไม่พึงพอใจเหล่านี้เป็นเรื่องปรกติ และพยายามอย่าไปเครียดกับรูปร่างใหม่ของตัวเองจนเกินไป อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นแล้ว คุณแม่อาจตามเจ้าตัวน้อยจอมซนวัยหัดเดินไม่ทันก็ได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย และควรสอบถามถึงอาหารที่เหมาะสำหรับตัวเองด้วย

คุณแม่ต้องเสียสละทุกวัน

ในการเป็นแม่นั้น เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าตัวน้อยแล้ว ดูเหมือนว่าคุณแม่ทุกคนจะมีระบบการเสียสละติดตั้งอยู่ภายในตัว การเสียสละที่เราทำอยู่ทุกวันนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็แสดงถึงความรักและความทุ่มเทที่เราไม่เคยรู้มาก่อนที่จะมีลูก คุณแม่ส่วนใหญ่คงจะซื้อของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ชิ้นใหม่ให้เจ้าตัวเล็กก่อนที่จะให้รางวัลกับตัวเองเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ หรือไปนวดหน้านวดตัวเป็นแน่ มีกี่ครั้งแล้วที่คุณเดินออกจากบ้านพร้อมกับถุงที่เต็มไปด้วยอาหารมื้อกลางวัน เครื่องดื่มและของว่างสำหรับลูกน้อย แต่ไม่มีอะไรเลยสำหรับตัวเองเลย และแค่ได้ทานเศษอาหารที่เหลือและของเหลืออื่นๆ คุณแม่ก็เป็นสุขแล้ว

ทำไมเราจึงทำอะไรให้ลูกน้อยก่อนตัวเองเสมอ ก็เพราะเราเป็นแม่น่ะสิ

เราเสียสละมากเกินไปหรือไม่

คำตอบง่ายๆ ก็คือ ”ไม่” จริงอยู่ที่การเป็นแม่เป็นงานที่ยากลำบากและเราต้องปรับตัวเป็นอย่างมากเพื่อให้เข้ากับชีวิตใหม่ แต่แทบจะไม่มีแม่คนไหนที่พูดว่าอยากมีชีวิตแบบเดิมสมัยที่ยังไม่มีลูก ดิฉันเองก็จะไม่พูดเช่นนั้น

บางครั้งถ้าได้คุยเรื่องนี้ออกมา คุณอาจจะรู้สึกดีขึ้น หากต้องการร่วมการพูดคุย เชิญเข้าไปที่ ฮักกี้ส์ ® ฟอรั่ม และคุยออนไลน์กับคุณแม่รายอื่นเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการเป็นพ่อแม่ เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะคะ






Expert Tips

from Alex - Midwife

There is so much for you to learn and lots of changes to make and you never seem to be able to get enough sleep.